เยี่ยม “นิวพอร์ต แมนชั่น” เรือนพักร้อนแบบ Beaux-Arts ของเศรษฐีอเมริกันยุคฉาบทอง

สัมผัสภาพฝัน "อเมริกันดรีม" ในเมืองตากอกาศเล็กๆ ริมมหาสมุทรแอตแลนติก
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Newport_191004_0016

“หมู่อัครมหาสถานงามสง่าอายุกว่าศตวรรษตั้งตระหง่านบนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก หลังที่อลังการสุดประกอบด้วยห้องหับถึง 70 ห้อง สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ขณะที่บางหลังสร้างขึ้นด้วยหินอ่อนอิตาลีกว่า 14,000 ลูกบาศก์เมตร นำแรงบันดาลใจมาจากพระตำหนักน้อย Petit Trianon ของพระราชวังแวร์ซายส์ แต่ละหลังประดับประดาด้วยศิลปะวัตถุล้ำค่าที่สรรหามาจากทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟคริสตัลระย้า ขอบบัวรูปปวงเทพเทวาแกะสลักจากไม้วอลนัท ผนังกรุด้วยทองคำขาวเลอค่า งานลงรักปิดทองด้วยศิลปะอียิปต์ผสมญี่ปุ่น ภายในคฤหาสน์ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้ประดับทอง เครื่องกระเบื้องจีนโบราณ พรมแขวนผืนมหึมาที่ทอจากขนสัตว์และไหม ด้านนอกมีไม้ประดับสวนจากมองโกเลีย  และ…และ…และ…”

ด้านนอกของคฤหาสน์ The Breakers สมบัติเก่าของตระกูลแวนเดอร์บิลท์
โถงพักผ่อนบรรยากาศฤดูร้อนของ The Elms สมบัติเก่าของตระกุลเบอร์วินด์
ห้องรับประทานอาหารใน Marble House ซัมเมอร์คอทเทจอีกหลังของตระกูลแวนเดอร์บิลท์
โถงบันไดหินอ่อนอิตาลีใน Marble House

หากจะให้สิบคนเดาว่าสถานที่อันเว่อร์วังอลังการนี้คือพระราชวังใดและตั้งอยู่ที่แห่งหนตำบลไหน เชื่อว่าหมุดสิบอันคงถูกปักลงไปยังทวีปยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หารู้ไม่ แท้จริงแล้วอัครมหาสถานที่ว่านี้มิใช่ปราสาทขุนน้ำขุนนางหรือพระราชวังของกษัตริย์ราชวงศ์ใดทั้งสิ้น มันเป็นเพียง “บ้านตากอากาศ” ของสามัญชนอย่างเราๆ ท่านๆ ที่เผอิญว่ามีเศษเงินเหลือมาสร้างไว้ในเมืองนิวพอร์ต รัฐโรดไอส์แลนด์ เท่านั้นเอง

ห้องนั่งเล่นใน The Breakers

นิวพอร์ต — เมืองเล็กๆ ริมมหาสมุทรแอตแลนติกทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกานี้ อยู่ห่างออกไปจากนิวยอร์กด้วยระยะขับรถเพียง 3 ชั่วโมง ในอดีตช่วงยุคศตวรรษที่ 18 ถือเป็นเมืองท่าสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นเมืองตากอากาศในฤดูร้อนของบรรดามหาเศรษฐีที่ปีหนึ่งๆ จะพาครอบครัวมาพำนักกันขำๆ ราว 5-6 สัปดาห์ (เพราะจะต้องแบ่งเวลาไปอาศัยในคฤหาสน์หลังอื่นๆ ด้วย เช่น “Mansion on 5th Avenue” บนถนนฟิฟท์แอเวอะนู  “Idle Hour” บนเกาะลองไอส์แลนด์ หรือ “Biltmore Estate” ในเมืองแอชวิลล์ — ที่มองปราดแรกอาจเข้าใจผิดว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้!)

ระเบียงทองรับลมชมวิวริมมหาสมุทรแอตแลนติก

Gilded Age ภาพฝันของอเมริกันดรีม

วันนี้เราจะคุยกันถึงมหาสถาปัตยกรรมอันเป็นสัญลักษณ์ของ “ยุคฉาบทอง” (Gilded Age) ณ ช่วงต่อของปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคที่อเมริกันชนกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง เศรษฐกิจของอเมริกาในขณะนั้นต้องเรียกว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงชนิดเอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่  ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้ประชากรโลกจากทั้งยุโรปและเอเชียพากันอพยพเข้าไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ก่อร่างสร้างฝันแบบ “อเมริกันดรีม” บนดินแดนที่อิสระเสรีที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกชนชั้น

“Gilded Age คือสมญานามแห่งยุคสมัยที่ มาร์ค ทเวน นักเขียนชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ใช้เรียกประวัติศาสตร์บทนี้ แต่เพื่อจะสื่อนัยยะว่าภายใต้ความงามของทองที่ฉาบเคลือบอยู่ อเมริกากำลังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เข้าขั้นวิกฤต”

โต๊ะอาหารเช้าใต้แชนเดอเลียร์สุดหรูของ The Breakers

The Breakers และ Marble House สองสัญลักษณ์สถานแห่งยุคฉาบทอง

The Breakers และ Marble House คืออัครมหาสถาน 2 แห่งของตระกูลแวนเดอร์บิลท์ (Vanderbilt) ตระกูลอภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ร่ำรวยขึ้นจากกิจการเรือเดินสมุทร ก่อนจะมาปังๆๆ สุดขีดจากการก่อสร้างระบบรางรถไฟที่เชื่อมอเมริกาตะวันตกสู่อเมริกาตะวันออกได้สำเร็จ  ตระกูล “อินดัสเตรียลิสต์” รายนี้ต้องเรียกว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศและความมั่งคั่งของพวกเขาก็ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมั่นคง เริ่มจากนายคอร์นีเลียส แวนเดอร์บิลท์ รุ่นบุกเบิก มาสู่นายวิลเลียม เฮนรี แวนเดอร์บิลท์ ทายาทรุ่นที่สองที่ได้สร้างสมทรัพย์สินให้เพิ่มพูนทวีไปอีกกว่าสองเท่าตัว

ณ เมื่อวันที่เขาเสียชีวิต วิลเลียม เฮนรี แวนเดอร์บิลท์ ถือเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ว่ากันว่าทายาทรุ่นที่สาม คือนายคอร์นีเลียส แวนเดอร์บิลท์ที่ 2 (ลูกชายคนโตของวิลเลียม) ได้รับมรดกจากปู่และพ่อ​รวมกันถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ถ้าเทียบเป็นปัจจุบันก็ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือเป็นเงินไทยแค่ 60,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง)​ ส่วนนายวิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลท์ น้องชายคนที่สองได้มรดกไปราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่น้องคนอื่นๆ ก็ได้ไปอีกคนละนิดละหน่อยในระดับที่พอยาไส้ได้ไปสามสี่ชาติ และน้องคนสุดท้องยังมีเงินเหลือมาสร้าง Biltmore Estate ในรัฐนอร์ธแคโลไรนาได้อีกแบบไม่เดือดร้อน

บริเวณโถงใหญ่ของ The Breakers

เรื่องเล่าของสองคฤหาสน์ The Breakers และ Marble House นี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1888 ที่นายวิลเลียม คิสซัม ได้ดำริให้มีการก่อสร้าง ”ซัมเมอร์คอทเทจ”​ (summer cottage) สำหรับเขาและภรรยาขึ้นในเมืองนิวพอร์ต รัฐโรดไอส์แลนด์ ในสมัยนั้นนิวพอร์ตเป็นเมืองตากอากาศที่มีแต่บ้านพักแนวกระท่อม (cottage house) ซึ่ง Marble House หรือกระท่อมขนาด 50 ห้องของนายวิลเลียมนี้สร้างเสร็จในปีค.ศ.1892 ด้วยค่าก่อสร้างราว 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่ากับ 307 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) ในสมัยนั้นเขาใช้หินอ่อนนำเข้าจากอิตาลีถึง 14,000 ลูกบาศก์เมตร จ้างคนรับใช้ไว้ดูแลบ้าน 36 คน ภายในบ้านตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา แต่น่าเสียดายว่าหลัง Marble House สร้างเสร็จเพียง 3 ปีนายวิลเลียมและภรรยาก็ได้หย่าร้างกัน ซึ่ง Marble House ได้ตกเป็นของฝ่ายภรรยา ที่ต่อมาได้สร้าง “เก๋งจีน” เพิ่มไว้ริมมหาสมุทรอีกหลังเพื่อใช้นั่งจิบน้ำชาเพลินๆ ด้วย

เรือนน้ำชาของ Marble House
งานไม้แกะสวยๆ ในห้องสมุด และชุดบันไดวนของ Marble House

ความหรูหราสง่างามของ Marble House นี้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน จนนายคอร์นีเลียสผู้พี่ที่ได้มรดกมากกว่า​ เกิดแรงบันดาลใจอยากมีกระท่อมพักร้อนของตนเองบ้าง เขาสั่งให้ลูกน้องสร้างคฤหาสน์อีกหลังขึ้นบนที่ดินที่ได้ซื้อไว้ก่อนหน้าจากนายปิแอร์ ลอริยาร์ดที่ 4 มหาเศรษฐีเจ้าของโรงงานยาสูบ แต่เผอิญว่าคฤหาสน์ของนายปิแอร์ถูกไฟไหม้ไปในปี ค.ศ.1892 (พอดีกับที่ Marble House สร้างเสร็จ) คอร์นีเลียสจึงจ้างนายริชาร์ด มอริส ฮันท์ สถาปนิกอันดับหนึ่งแห่งยุคนั้น (คนเดียวกับที่ออกแบบ Marble House) มาออกแบบอัครมหาสถาน Beaux-Arts นี้ให้อีกหลัง โดยริชาร์ดได้ใช้ทั้งหินอ่อนจากอิตาลีและอาฟริกา ใช้ไม้และโมเสกหายากจากหลายแหล่งทั่วโลก จนถึงนำเข้าเครื่องตกแต่งอีกสารพัดที่ซื้อต่อได้จากปราสาทเก่าในฝรั่งเศส ฯลฯ

จนในที่สุด “The Breakers” อภิมหาคฤหาสน์ขนาด 70 ห้องที่มีพื้นที่ถึง 11,644 ตารางเมตรก็เสร็จสมบูรณ์พร้อมต้อนรับชาวแวนเดอร์บิลท์ในปี ค.ศ.1895 แต่ชะตาก็ดันเล่นตลกอีก เพราะหลังจากนั้นเพียง 4 ปีเขาก็เสียชีวิตลงจากโรคเลือดออกในสมอง  ทิ้งคฤหาสน์หลังงามไว้เป็นมรดกแก่ภรรยาผู้ซึ่งต่อมาก็ได้ยกให้ลูกสาวคนสุดท้อง (เนื่องจากไม่มีพี่ๆ คนไหนอยากได้) จนกระทั่งในที่สุดเมื่อปี ค.ศ.1972 ลูกสาวก็นำคฤหาสน์หลังนี้มาขายให้กับ “สมาคมอนุรักษ์แห่งเทศมณฑลนิวพอร์ต” (The Preservation Society of Newport County)   ส่วน Marble House นั้นภรรยาของนายวิลเลียม คิสซัม ได้ขายให้กับนายเฟเดอริก เฮนรี พรินซ์ นักลงทุนชาวอเมริกันรายหนึ่ง ที่ท้ายสุดก็นำมาขายให้กับสมาคมอนุรักษ์แห่งเทศมณฑลนิวพอร์ตอีกในปี ค.ศ.1963

ห้องดนตรีใน The Breakers

ดราม่าในตระกูลแวนเดอร์บิลท์

นอกจากความเว่อร์วังอลังการของคฤหาสน์ตระกูลแวนเดอร์บิลท์นี้ เรื่องราวส่วนตัวของแต่ละคนในตระกูลก็แซ่บไม่แพ้กัน เช่นเรื่องของคอนซูเอลโล แวนเดอร์บิลท์ (Consuelo Vanderbilt) ลูกสาวของนายวิลเลียมเจ้าของ Marble House ที่ถูกมารดาบงการชีวิตแต่เด็กเพื่อกรุยทางสู่การเป็นสตรีสูงศักดิ์ คุณแม่ของคอนซูเอลโลมุ่งมาดจะให้เธอแต่งงานกับเจ้าชายในราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่งของยุโรปเพื่อจะได้มีคำนำหน้าชื่อ เธอถูกแม่จัดแจงทุกอย่างในชีวิตตั้งแต่การเล่าเรียนภาษาต่างประเทศ ไปจนถึงการแต่งตัวและเสื้อผ้าหน้าผม ว่ากันว่าร้ายกาจถึงขนาดเอาเหล็กมาค้ำหลังลูกสาวเพื่อให้มีบุคลิกงามสง่าดุจพญาหงส์ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็แน่นอนว่าเป็นไปเพื่อให้คอนซูเอลโลมีโปรไฟล์เป็นที่หมายปองของ “ลูกเขยที่แม่หมายปอง” นั่นเอง

และในที่สุด คอนซูเอลโล แวนเดอร์บิลท์ ก็ต้องลงเอยกับท่านดยุคแห่งมาร์ลโบร (Duke of Marlborough) ของอังกฤษ ผู้มาแต่งงานกับเธอพร้อมหนี้สินพะเรอเกวียน (ตบแต่งเสร็จก็ได้เงินถุงเงินถังของแวนเดอร์บิลท์มากอบกู้สถานการณ์สบายไป)

บรรยากาศหรูหราเป็นทางการของ Marble House

เดาไม่ยาก — สุดท้ายชีวิตรักของทั้งคู่ก็ลงเอยด้วยการหย่าร้าง ซึ่งหากใครเคยดูซีรีส์เรื่อง Downton Abbey ก็น่าจะพอคุ้นๆ กับเรื่องราวทำนองนี้อยู่  อีกเรื่องที่แซ่บไม่แพ้คือเรื่องของนายอัลเฟรด เกวน แวนเดอร์บิลท์ ลูกชายคนที่สามของคอร์นีเลียส แวนเดอร์บิลท์ที่ 2 ชายหนุ่มแสนประเสริฐผู้ยอมสละชีวิตตัวเองให้กับสตรีแปลกหน้า เรื่องนี้มีอยู่ว่าขณะที่อัลเฟรดเดินทางไปทำธุรกิจที่เมืองลิเวอร์พูลด้วยเรือ RMS Lusitania เรือลำดังกล่าวได้ถูกทอร์ปิโด U-20 ของเยอรมนีโจมตีจนอับปาง นายอัลเฟรดพยายามช่วยลำเลียงผู้คนลงเรือเล็กและได้สัญญากับสตรีแม่ลูกอ่อนนางหนึ่งว่าจะหาเสื้อชูชีพมาให้ แต่สุดท้ายเขาก็หาไม่ได้จึงยอมสละชูชีพของตนให้แก่สองแม่ลูกทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็น (และเรือช่วยชีวิตก็ไม่มีที่พอสำหรับเขาแล้ว) สุดท้ายร่างของอัลเฟรดก็จมหายไปในมหาสมุทรแอตแลนติกและไม่มีใครพบศพของเขาอีกเลยตลอดกาล…

กลับมาที่เมืองนิวพอร์ต – นอกจากมหาคฤหาสน์ของสมาชิกตระกูลแวนเดอบิลท์แล้ว จริงๆ ที่นี่ยังมีแมนชั่นของตระกูลอื่นที่อยู่ในความดูแลของสมาคมฯ อีกถึง 7 หลัง ซึ่งแต่ละหลังก็มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ “The Elms” ของนายเอ็ดเวิร์ดและนางเฮอร์ไมนี เบอร์วินด์ มหาเศรษฐีเจ้าของเหมืองที่ยิ่งใหญ่อลังการไม่น้อยหน้า  มี “Chateau-sur-Mer” คฤหาสน์ของตระกูลเว็ทมอร์ที่ร่ำรวยจากการค้าขายกับประเทศจีน มี “Kingscote” คฤหาสน์ของตระกูลคิง พ่อค้าเครื่องกระเบื้องที่เก็บรวบรวมเครื่องเรือนโบราณหายากและศิลปวัตถุจากจีนไว้มากมาย ฯลฯ

ห้องรับประทานอาหารสุดหรูใน The Elms

ปัจจุบัน อัครสถานสำคัญทั้ง 11 แห่งในเมืองนิวพอร์ตนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น National Heritage Landmark ของสหรัฐอเมริกาแล้วทั้งหมด และอยู่ในความดูแลของสมาคมอนุรักษ์แห่งเทศมณฑลนิวพอร์ต (The Preservation Society of Newport County) รัฐโรดไอส์แลนด์ ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ยุคนี้สามารถแวะเวียนเข้าชมได้โดยสมัครเป็นสมาชิกรายปีของสมาคมฯ (ค่าสมาชิก 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี) เพื่อเข้าชมภายในแมนชั่นต่างๆ ได้ทั้ง 11 แห่ง (แบบไม่จำกัดครั้งภายในหนึ่งปี) หรือจะเลือกซื้อบัตรเข้าชมเฉพาะ The Breakers และ Marble House ก็ได้ในราคา 32 ดอลลาร์ ซึ่งหากเข้าชมไม่ครบภายในทริปเดียว ก็สามารถเก็บตั๋วมาใช้ภายหลังได้ในระยะเวลายาวถึง 10 ปี

บรรยากาศด้านหน้า Chateau sur Mer คฤหาสน์หลังนี้ต้องเข้าชมเป็นรอบๆ พร้อมไกด์เท่านั้น
ภายใน Chateau sur Mer ของตระกูลเว็ทมอร์
พาเล็ทท์สีอันสวยงามและคลาสสิกตลอดกาลใน Chateau sur Mer

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว Newport Mansions: www.newportmansions.org

ภาพประกอบ: ชัชรพล เพ็ญโฉม, กุศลสิริ จิตรพงศ์

More to explore

หนังสือดี ๆ สำหรับนักออกแบบและคนชอบดีไซน์

เรียนรู้แนวคิดและการทำงานจากนักคิดระดับโลกทั้ง 3 คน ไม่ว่าจะเป็น “ชิป คิดด์” (Chip Kidd), “ศ. ดร. เอซิโอ มานซินี่” (Ezio Manzini) และ “เดฟ ทรอตต์” (Dave Trott) ประสบการณ์ที่ถูกเรียงร้อยเป็นตัวหนังสืออยู่ภายในเล่มกำลังรอให้คุณเข้าไปล้วงเคล็ดลับออกมาใช้

ศิลป์โบราณ X ศาสตร์บริหารยุคใหม่ ในครัวของ ‘เชฟพิม’ เฮดเชฟคนใหม่ของ Nahm

สำรวจแนวคิดการสร้างสรรค์อาหารของ พิม เตชะมวลไววิทย์ อดีตนักวิจัยแห่งซิลิคอนวัลเลย์ ผู้ผันตัวมาเป็น ‘เชฟ’ ด้วยการฝึกฝนตนเองจนได้มิชลินสตาร์