การกลับมาของ vegetable-tanned leather และบทบาทของโรงฟอกหนังต่อการรักษ์โลก

คุยกับ Paolo Testi ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟอกหนังธรรมชาติจากทัสคานี ถึงบทบาทของโรงฟอกหนังในยุคปัจจุบัน
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
pellealvegetale.it

รู้ไหมว่าเทรนด์ที่กำลังฮิตที่สุดในหมู่แบรนด์แฟชั่นลักชัวรี่ระดับโลกคืออะไร? นอกเหนือจากการแข่งกันสร้างสรรค์แคมเปญรักษ์โลกในรูปแบบต่างๆแล้ว อีกหนึ่งเทรนด์ที่คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่รู้คือการเทคโอเวอร์โรงฟอกหนัง (tannery) โดยเฉพาะในทัสคานีที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งฟอกหนังที่มีคุณภาพสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก ที่ตอนนี้หลายๆ แบรนด์ก็เข้าไปจับจองพื้นที่กันแล้ว หรือถ้าไม่เทคโอเวอร์ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นลูกค้าประจำของโรงฟอกหนังในเขตนี้กันเป็นส่วนใหญ่

นี่คือข้อสังเกตการณ์ของเปาโล เทสตี (Paolo Testi) ซีอีโอของโรงฟอกหนัง  Conceria la Bretagna อธิบายให้เราฟัง ระหว่างที่เขาเดินทางมากรุงเทพฯ ตามคำเชิญของคุณเมธ เฮ้งตระกูล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mettique ที่ใช้หนังจากที่นี่ นอกจากจะจัดเวิร์กช็อปกับลูกค้าของแบรนด์แล้ว เปาโลยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องหนังฟอกแบบธรรมชาติหรือ vegetable-tanned leather ให้ลูกค้าและสื่อมวลชนด้วย

การกลับมาของหนังฟอกธรรมชาติ
แม้จะเป็นวิธีการฟอกหนังที่เก่าแก่ที่สุด แต่การฟอกหนังแบบธรรมชาติได้พ่ายแพ้แก่การใช้สารเคมีมานาน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายแพงกว่าและใช้เวลานานกว่า ประกอบกับเทรนด์ fast fashion ที่เป็นที่นิยมในวงการแฟชั่นมาพักใหญ่ๆ แต่หนังฟอกแบบธรรมชาติกำลังกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากคนในยุคนี้ให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น และการใช้หนังฟอกแบบธรรมชาติก็นับเป็นความยั่งยืนแบบหนึ่ง “อาจจะกลายเป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็ได้นะครับ เพราะบางครั้งคุณก็ชอบมันมากซะจนคุณไม่อยากซื้อใหม่เลย และยิ่งใช้มากเท่าไหร่ หนังก็จะสวยยิ่งขึ้นเท่านั้น หนังแบบนี้ใช้ชีวิตร่วมกับคุณ เป็นสิ่งที่อยู่ได้นาน และคุณสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้ วิธีในการรักษาหนังประเภทนี้จึงเป็นการใช้มันให้คุ้ม เพราะเมื่อใช้ น้ำมันที่อยู่ในหนังจะออกมา ทำให้หนังยิ่งเงายิ่งขึ้นอีก” เปาโลกล่าว 

ดีต่อผู้ใช้และดีต่อโลก
เปาโลยังได้อธิบายให้เราฟังด้วยถึงนิยามของ vegetable-tanned leather “พูดง่ายๆ คือเป็นการฟอกด้วยแทนนิน (tannin) หรือผงสกัดจากเปลือกไม้ตามธรรมชาตินั่นเองครับ แทนนินมีอยู่ในทุกอย่างรอบตัวเรานะ ทั้งกาแฟ ชา ไวน์ เราบริโภคแทนนินอย่างช้าๆ ทุกวัน นอกจากเราจะใช้สารฟอกจากธรรมชาติแล้ว เรายังมีขั้นตอนการทำความสะอาดหลังการฟอกด้วยครับ ซึ่งกลุ่มของเรามีประกอบด้วยโรงฟอกหนังธรรมชาติ 22 แห่งในทัสคานีทำงานกับโรงงานที่เชี่ยวชาญในเรื่องการกำจัดมลพิษโดยเฉพาะ” เขาเล่า “พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว หลายคนอาจจะไม่ได้คิดถึงหน้าที่ของโรงฟอกหนัง งานวิจัยของ UMPAC ชี้ว่าในปีค.ศ. 2016 ประชากรวัวทั้งหมดในยุโรปคือ 26 ล้านตัว พวกเขาคำนวณหมดเลยนะ ทั้งเปอร์เซ็นต์ของหนังและเนื้อที่ได้ และถ้าฆ่าวัวแล้วไม่เอาหนังมาใช้ เราจะได้รถบรรทุกขนหนังวัวที่เรียงต่อกันไปยังบ่อขยะได้ยาวถึง 104 กิโลเมตร และคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเราไม่ได้ฆ่าวัวเพื่อให้ได้หนังมา แต่เราทำให้ห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจนี้ครบวงจรสมบูรณ์ โรงฟอกหนังจึงสำคัญ ก็ไม่แน่ว่าถ้าเราเลิกบริโภคเนื้อสัตว์ เราก็อาจจะได้ปัญหาอื่นมาแทนก็ได้” 

แหล่งฟอกหนังระดับโลก 
เปาโลเล่าว่าการที่เขาเกิดในทัสคานีทำให้เขาได้คลุกคลีกับการฟอกหนังมาตั้งแต่เด็ก เพราะการฟอกหนังถือเป็นงานคราฟต์ประจำท้องถิ่นที่มีมานานแล้ว เมืองฟลอเรนซ์ก็โด่งดังเรื่องการทำรองเท้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แต่พอมีการสร้างทางรถไฟ บรรดาโรงฟอกหนังก็เริ่มขยับออกมารอบนอก เนื่องจากใกล้แม่น้ำมากกว่า น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญมากต่อการฟอกหนัง โดยน้ำที่ดีที่สุดคือน้ำที่มาจากใต้ดิน นอกจากน้ำแล้ว วัตถุดิบอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือตัวหนังเอง ซึ่งที่โรงฟอกหนัง Conceria la Bretagna ที่คุณพ่อของเขาก่อตั้งขึ้นนั้นใช้หนังวัวจากแคว้นเบรอตาญในฝรั่งเศส ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อและตราไก่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรงฟอกหนังแห่งนี้นั่นเอง เขาบอกว่าที่เลือกหนังวัวจากแคว้นนี้เป็นเพราะเกษตรกรที่นั่นดูแลวัวอย่างดี รวมถึงอุณหภูมิและปริมาณแสงแดดก็ทำให้ได้หนังคุณภาพดีด้วย ส่วนแทนนินที่เขาใช้นั้นมาจากทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะมาจากอาร์เจนตินา เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการปลูกต้นไม้ที่นำมาใช้ทำแทนนินทดแทนอยู่เรื่อยๆ

มิตรภาพที่ยั่งยืน
เปาโลกล่าวว่าที่เขาได้ทำงานร่วมกับ Mettique เป็นเพราะได้พบคุณเมธ เฮ้งตระกูล ผู้ก่อตั้งและดีไซเนอร์แบรนด์ Mettique เมื่อห้าปีก่อนที่งานแฟร์ที่ฮ่องกง ตอนนั้น คุณเมธกำลังมองหาหนังฟอกธรรมชาติมาใช้ทำคอลเลคชั่น เปาโลเองเมื่อได้เห็นสินค้าของ Mettique ก็รู้สึกประทับใจถึงการใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบ “Mettique ใช้หนังคุณภาพสูงจริงๆ ครับ หนังทั้งหมดเป็นหนังสัตว์จริง ไม่ใช่หนังที่พิมพ์ลาย นี่คือเหตุผลที่ทำไมถึงราคาสูง แต่มันจะเป็นสิ่งที่อยู่กับคุณไปตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่เป็นตัวแทนของคุณ” หลังจากได้พบกันแล้ว คุณเมธได้เดินทางไปดูโรงฟอกหนังของเปาโลที่ทัสคานี “เราก็เล่าถึงวิธีการทำงานของเราให้เขาฟัง แต่เขารู้อยู่แล้ว มันง่ายนะที่จะทำงานกับคนที่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่” เปาโลกล่าว 

ภาพ feature image: pellevegetale.it

0/5 (0 Reviews)

More to explore

ธุรกิจร้านอาหารจะไปทางไหนต่อ หลังโควิด-19?

จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกินครึ่งปีแล้วที่โคโรนาไวรัสหรือ โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อทั่วโลก แม้สถานการณ์เหมือนจะคลี่คลายขึ้นมาบ้าง แต่โจทย์สำคัญสำหรับทุกอุตสาหกรรมก็คือจะทำธุรกิจต่อไปอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดการระบาดครั้งใหม่ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ และอุตสาหกรรมร้านอาหารก็คือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะการล็อคดาวน์ทำให้ต้องปิดทำการเป็นการชั่วคราวกันนานเป็นเดือนๆ จนหลายร้านยกธงยอมแพ้และไม่ขอไปต่อ อย่างวันที่เราเขียนบทความอยู่นี้ก็เพิ่งมีข่าวว่าแบรนด์ลาดูเร่ (Laduree) เองก็ขออำลาไทย กลับฝรั่งเศสไปก่อน และก่อนหน้านี้ไม่นาน แบรนด์ร้านอาหารชื่อดังของไทยเองอย่าง Vanilla Brasserie ก็ประกาศปิดกิจการเช่นกัน แล้วธุรกิจอาหารจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร? แม้การก้าวต่อไปอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การปรับตัวในหลายกรณีก็ทำให้เห็นว่าในวิกฤตก็ยังมีโอกาสอยู่ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่นำเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาอำนวยความสะดวกต่อการทำธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งบางแห่งก็ทำมาตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19

พื้นที่ชีวิตหลังโควิด-19 : สถาปัตยกรรมและการออกแบบต้องตอบรับวิถีใหม่ของผู้คนอย่างไร

ค้นหาความน่าจะเป็นหลังมหากาพย์โคโรน่าไวรัส ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรม นวัตกรรม และชีวิตเมือง

Kooper Logo

Subscribe To Our Newsletter

Get notified about new articles