เที่ยวท้าฝนที่ไทเป ไต้หวัน…ปลายฝนต้นหนาวก็เที่ยวได้

3 วันที่ผันผ่านอย่างคุ้มค่า กับการเดินทางผจญภัยในไทเป ดินแดนที่แสงไฟของเมืองอยู่ติดกับสีเขียวชอุ่มของธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะยืนอยู่บนตึกสูงในเมือง แต่สุดลูกหูลูกตายังสามารถมองเห็นแนวเขาสูงทอดต่อกันเป็นแนวยาว ม่านหมอกหนาผสานกลมกลืนกับเมฆฝนลอยปกคลุมอยู่บนยอดเขาราวกับภาพวาด ยิ่งสะท้อนให้สีเขียวชะอุ่มอุ้มน้ำดูมีมนต์เสน่ห์น่าหลงใหล
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Taipei-Rainy Day in tree land

The Green Taiwan

ทริปนี้กรมอุตุฯ ก็ช่วยไม่ได้ เพราะในบทความนี้จะเล่าถึงเรื่องราวของการเที่ยว 3 วัน 2 คืน แบบเปียกปอนที่ไต้หวัน ต่อให้สภาพอากาศจะไม่เป็นใจ แต่ก็ไม่นำพาให้ก้าวเดินของเราในทริปนี้ลดลงเลย เรียกว่าทะลุ 10,000 ก้าวต่อวันเลยทีเดียว มาดูกันว่าทริปนี้ไปที่ไหนบ้างถึงได้สมบุกสมบันขนาดนี้

Taipei-Rainy-Day-in-tree-land

จากสนามบินเถาหยวน (Taoyuan) มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองเขตจงเจิง (Zhongzheng) ด้วยรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน Commuter Train ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง สองข้างทางเริ่มจากเถาหยวนไปสู่จงเจิงปรากฏภาพภูเขาและต้นไม้สูงใหญ่ราวกับหุบเขาแพนดอร่าแห่งเรื่อง Avatar บนท้องฟ้ามีเมฆหนาลอยอยู่ เมื่อรถไฟเคลื่อนขบวนผ่านเขตชุมชนเล็ก ๆ ก็จะได้เห็นบ้านเรือนหลังเล็กหลังน้อยตั้งอยู่ตามแนวลาดของเขา ความอุดมสมบูรณ์ของกิ่งก้านและใบไม้สีเขียวเกือบจะกลบกลืนบ้านเรือนจนมิด ผ่านไปอีกระยะภาพสิ่งก่อสร้างอย่างฮวงซุ้ยจำนวนมากก็ปรากฏแทนที่ มองดูราวกับดินแดนอันสุขสงบของบรรพชน

จากป่าสู่เมือง

Taipei-Rainy-Day-in-tree-land

เมื่อรถไฟเคลื่อนเข้าสู่เขตเมือง ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นถนน สะพาน และอาคารพาณิชย์ขนาดสูง มองมุมสูงจากรถไฟ สามารถเห็นสภาพคล่องของการจราจรในเขตนี้ได้อย่างชัดเจน สิ่งปลูกสร้างอย่างอาคารพาณิชย์และตึกสูงของที่นี่ค่อนข้างพบเห็นได้มาก และแทบไม่เห็นอาคารใหม่เท่าไรนัก

ท้องหญ้าเขียวครึ้มบนที่ราบกลางเมืองขนาดใหญ่

Processed With Darkroom

เมื่อเข้าสู่เขตซานชง (Sanchong) สิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดแต่ไกล คือ สีเขียวของลานหญ้ากว้างขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายสนามกอล์ฟ แต่แท้จริงแล้วเป็นลานกิจกรรมสาธารณะขนาดกว้างที่เปิดให้ชาวเมืองได้ใช้ทำกิจกรรมผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งพักผ่อน เดินเล่น ปั่นจักรยาน ออกกำลังกายแบบอื่นๆ หรือทำกิจกรรมแบบกลุ่ม เป็นต้น ภาพหนึ่งที่เห็นแล้วรู้สึกดีต่อใจขณะรถไฟขบวนนี้เคลื่อนผ่าน คือ การได้เห็นเด็กอนุบาลตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสดใส ขณะทำกิจกรรมของชั้นเรียนร่วมกันโดยมีครูประจำชั้นคอยช่วยเหลือ ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ในเมืองแห่งนี้ และที่นี่ คือ New Taipei Metropolitan Park สถานที่งดงามท่ามกลางความเป็นเมือง

ตามหาด้ายแดงที่วัดหลงซาน

Processed With Darkroom

เช้านี้เรายังไม่สามารถเอากระเป๋าเข้าไปเก็บที่ที่พักได้ ล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าที่สถานีซีเหมินติง (Ximen Ding) จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้เที่ยวอย่างสบายใจได้ โดยไม่ต้องแบกหรือลากกระเป๋าหนัก ๆ ไปด้วยทุกที่ เพราะที่นี่เป็นสถานีที่ที่ใกล้กับที่พักเราที่สุด แล้วก็ใกล้กับแหล่งช้อปปิ้งอย่างตลาดกลางคืนซีเหมินติง (Ximending Night Market) ด้วย แต่ตอนนี้ยังเช้าอยู่ เราจึงเดินทางไปวัดหลงซานเพื่อไหว้พระขอพรกันก่อน

Processed With Darkroom

วัดหลงซานนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่แปลกที่จะเห็นผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาไหว้พระขอพรกันอย่างหนาแน่น ขนาดว่าหันกล้องไปทางมุมไหนก็ติดภาพคนเข้ามาในเฟรม เราก็เลยเลือกถ่ายงานศิลปะอย่างประติมากรรมตรงผนังวัดด้านนอกกับภาพโคมไฟที่แขวนอยู่หน้าวัดเก็บไว้เป็นที่ระลึกแทน

จากลานวัดมองไปข้างหน้าจะเห็นว่าวิหารมีประตูอยู่ 2 ทาง คือ ทางซ้ายมือ และทางขวามือของ ทั้งสองทางมีอักษรภาษาจีนเขียนกำกับไว้ ซึ่งน่าจะใช้แสดงว่าทางไหนคือทางเข้า ทางไหนคือทางออก แต่เพราะเราอ่านภาษาจีนไม่ออก เลยเลือกเดินตามความเคยชินไปยังประตูทางซ้ายมือก่อน แล้วก็เห็นว่ามันมีร้านขายเครื่องรางของวัดอยู่ ซึ่งมันน่าจะเป็นด่านสุดท้ายในการเข้ามาไหว้พระ เราเลยรีบถอยเท้าออกมาแล้วไปเข้าประตูที่อยู่ทางขวาของวัดแทน

เมื่อเข้ามาแล้วจะเห็นจุดแจกธูปทางขวามือ สิ่งที่ต้องทำคือ เดินเข้าไปหยิบธูปมา 1 ดอก แล้วเอาไปไหว้พระที่อยู่อีกด้านหนึ่ง สังเกตง่าย ๆ คือ หันหลังจากจุดแจกธูปแล้วจะเห็นแท่นบูชาที่เป็นโต๊ะยาว บนโต๊ะมีผลไม้ดอกไม้วางอยู่เต็มไปหมด ข้างหลังโต๊ะมีกระถางน้ำมันตะเกียงตั้งอยู่ เราไม่รู้ว่าเขาไหว้กันยังไง ก็เลยยกมือไหว้ขอพรแบบไทย ๆ ไป เสร็จแล้วก็เดินไปปักธูปที่กระถางเหล็กทรงจีนกลางวัด ข้าง ๆ กระถางมีลุงคนหนึ่งยืนอธิบายอะไรสักอย่างเป็นภาษาจีน แน่นอนว่าเราไม่เข้าใจภาษาเขาอยู่แล้ว เลยเดินตามคนอื่น ๆ ไปไหว้พระที่จุดต่อไป ซึ่งก็มีคนยืนไหว้พระแน่นจนไม่สามารถเก็บภาพหรือพินิจพิจารณาชมศิลปะความงามใด ๆ ของวัดได้เลย เราเลยยกมือไหว้ทำความเคารพองค์เทพกลางศาลาหนึ่งทีแล้วเดินจากไป

เมื่อเดินออกมาจากศาลา แล้วเดินไปตามทาง เลี้ยวซ้ายที่มุมวัด จากนั้นเดินไปจนสุดทางจะพบศาลาเล็ก ๆ ที่เป็นที่ประทับของรูปปั้นเทพเฒ่าจันทรา จุดนี้สังเกตได้ง่ายมาก เพราะมีประชากรหญิงยืนออขอพรเป็นส่วนใหญ่ บ้างกำลังยกมือไหว้อธิษฐาน บ้างกำลังโยนไม้เสี้ยวสีแดงขนาดพอดีมือสองอันลงกับพื้น เพื่อดูว่าพรที่ขอจะเป็นจริงหรือไม่ ใครที่จะไปขอพรเรื่องความรักต้องมีจิตใจแน่วแน่มากทีเดียว เพราะคนค่อนข้างเยอะ อาจทำให้เสียสมาธิได้ แต่เชื่อว่าสาว ๆ ที่มุ่งมั่นมาถึงที่นี่ได้แล้ว น่าจะสมหวังกับความรักได้ในเร็ววัน

เที่ยงแล้ว หาไรกิน

Processed With Darkroom

เมื่อออกจากวัดมาก็ได้เวลาใกล้เที่ยงพอดี มื้อเช้าเรายังไม่ได้แวะหาอะไรกิน ตอนนี้เลยอยู่ขั้นหิวมาก ก็เลยตัดสินใจ…ลองเสี่ยงดวงกับร้านอาหารข้างทางที่เปิดอยู่ในซอยตรงกันข้ามกับฝั่งวัดซึ่งก็คือ ถนนกว่างโจว (Guangzhou Street) เราข้ามทางม้าลายนี้แล้วเดินตรงไป คิดในใจว่าเจอร้านไหนที่มีอาหารขายก็จะนั่งกินทันที แล้วก็เจอจริงๆ…

Taipei-Rainy-Day-in-tree-land

ร้านนี้ชื่อว่า Si Fang a Jiu Minced Pork Rice สภาพร้านไม่ได้แย่มาก อารมณ์คล้ายร้านขายก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา เป็นร้านเล็ก ๆ มีลูกค้านั่งทานอาหารในร้านอยู่ประมาณสองสามโต๊ะ ซึ่งเราคิดว่าถ้าเข้าไปนั่งข้างในน่าจะร้อน ก็เลยขอนั่งโซนข้างนอกติดกับริมถนนแทน จะได้อากาศโล่ง ๆ เมื่อเราได้ที่นั่งแล้ว พนักงานผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเอาเมนูมาวางให้ที่โต๊ะ ก่อนเดินจากไป แฟ้มเมนูอาหารที่ได้เป็นภาพและมีภาษาอังกฤษกำกับเอาไว้ เราเลยเลือกสั่งอาหารได้โดยไม่ต้องใช้เวลามากนัก

Processed With Darkroom

ขณะรออาหารเราก็นั่งมองไปรอบ ๆ สังเกตตึกแถวร้านค้าที่อยู่อีกฝั่งของถนนแล้วก็รู้สึกสะดุดตากับร้านตู้เกมกด ปกติร้านประเภทนี้มักจะเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มเด็กนักเรียนวัยรุ่นเสียส่วนใหญ่ แต่ที่นี่กลับเป็นแหล่งชุมนุมของสภาอาวุโสไปซะได้ ซึ่งดูจากท่าทางแล้วก็น่าจะเก๋าอยู่พอตัว

Processed With Darkroom

ในที่สุดอาหารก็ถูกนำมาเสริฟจนครบ ! ถึงหน้าตาจะธรรมดา แต่ก็ไม่แย่นะ มีสีเขียวแค่นิดหน่อย แล้วที่เห็นสีน้ำตาล ๆ ก็คือ หมูนั่นเอง เหมือนจะผัดและปรุงรสแบบเดียวกันเลย ต่างกันแค่เป็นหมูชิ้น หมูสไลด์ หรือหมูสับ กินเข้าไปแล้วจะรู้สึกถึงความมันผสมกับความเค็ม ไม่มีรสหวานตัดและไม่มีถาดเครื่องปรุงให้ ปรุงเสร็จออกมาจากเตาแบบไหนก็ต้องกินรสชาติแบบนั้น

เวลาผ่านไปไม่ถึง 5 นาที ความหิวก็ค่อยคลายลงท่ามกลางบรรยากาศการกินที่มีละอองฝนโปรยปรายเริ่มจากเม็ดเล็ก ๆ สู่เม็ดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเราก็ต้องยอมแพ้ให้กับฝนที่สาดเข้ามาเต็มแผ่นหลังแล้วรีบยกก้นไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ร้าน ก่อนออกไปโบกแท๊กซี่อย่างรวดเร็วเพื่อไปยังที่ต่อไป… และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของทริปเปียกปอนในไทเป

นั่งแท็กซี่ครั้งแรกในไทเป

สถานที่ต่อไปที่เราจับจองคิวล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดี คือ สตาร์บัคส์ ที่ตึกไทเป 101 ที่ต้องเป็นที่นี่เพราะเราอยากไปเที่ยวตึกที่เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดของโลกดูสักครั้ง และถ้าอยากชมวิวของเมืองนี้จากมุมสูง เราก็ต้องขึ้นที่สูงสิ แต่กว่าพี่คนขับจะยอมเหยียบคันเร่งออกรถได้ ก็ต้องสื่อสารกันอยู่สองสามรอบเหมือนกัน

แท็กซี่มิเตอร์ของที่นี่เริ่มต้นที่ราคา 70 ดอลลาร์ไต้หวัน เห็นแล้วก็ตาโตอยู่สามวิฯ… ถ้าไปถึงตึกไทเป 101 ต้องควักเงินจ่ายเท่าไหร่ล่ะ ? นั่งจ้องมิเตอร์แล้วให้แอบหวั่นใจอยู่นาน แต่พอเห็นว่าตัวเลขที่มิเตอร์ไม่ได้ขยับขึ้นไวจนน่าใจหายอย่างที่คิด ก็เลยละสายตาจากตัวเลขแล้วหันไปชมภาพท้องถนนของที่นี่แทน อ่า…วิวมีแต่หยดน้ำฝนเกาะผิวกระจก แล้วในรถก็เปิดวิทยุ ช่วงแรกเป็นข่าว แล้วก็เปลี่ยนเป็นเพลงจีนเก่า ๆ สร้างบรรยากาศให้เทาขึ้นไปอีก

ขณะชมวิวสองข้างทางบนท้องถนน ก็สังเกตเห็นว่าถนนของเมืองนี้มี 3 เลน แล้วก็มีเกาะกลางต้นไม้ 2 อัน คั่นทั้ง 3 เลนเอาไว้ โดยที่เลนตรงกลางเป็นทางเดินรถสำหรับรถประจำทาง และมีเลนส์สำหรับรถส่วนบุคคลขนาบข้างนอก การจราจรในวันที่เราไปก็ไม่ได้แย่ มีติดไฟแดงบ้างนิดหน่อย รถบนท้องถนนไม่ได้เยอะมากจนต่อแถวแทรกแถวให้วุ่นวาย คนขับสามารถขับได้สบาย ๆ แต่คุณลุงคนขับคงไม่ได้ใจเย็นเหมือนเรา จังหวะไหนที่แซงได้ลุงเร่งเครื่องแซงหมด 

101 Taipei มองไทเปจากที่สูง

Taipei-Rainy-Day-in-tree-land-11

คุณลุงขับรถแท็กซี่ลงอุโมงค์ใต้ตึกและจอดส่งพวกเราอย่างปลอดภัย ถึงจุดหมายปลายทางก็ควักเงินสดจ่ายกันไป 300 ดอลลาร์ไต้หวันนิด ๆ เราไปกับเพื่อนอีก 2 คน ก็หาร 3 กันไป เมื่อเข้าไปภายในตึกจะพบกับเซเว่นใกล้กับทางเข้า เดินต่อไปจะเป็นส่วนของช็อปแบรนด์เนมตั้งอยู่ต่อ ๆ กันไป ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า นาฬิกา น้ำหอม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ หรือร้านอาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย แต่หากใครที่จองคิวล่วงหน้าเพื่อใช้บริการที่สตาร์บัคส์ชั้น 35 แบบเรา ก็ต้องไปยืนรอที่จุดรวมพล ซึ่งจะอยู่อีกด้านหนึ่ง ใกล้กับช่องสแกนบัตรขึ้นอาคาร ซึ่งเป็นส่วนสแกนบัตรพนักงานเพื่อเข้าออฟฟิศชั้นต่าง ๆ เมื่อถึงเวลาซึ่งของเราตรงกับรอบบ่ายโมงครึ่ง จะมีพนักงานของทางร้านลงมาเช็คชื่อและคิวของแต่ละรายที่จองไว้ เพื่อจัดลำดับก่อนหลังให้พร้อม

เมื่อถึงชั้น 35 เราก็ตกลงกับเพื่อนว่าจะไปจองโต๊ะให้ ส่วนเพื่อนจะเป็นคนไปสั่งเครื่องดื่มและขนมให้เอง ซึ่งสาขานี้ก็มีข้อกำหนดอยู่นิดหน่อย นั่นคือจะต้องใช้จ่ายภายในร้านคนละ 250 ดอลลาร์ไต้หวัน เพื่อการใช้บริการในร้านเป็นเวลา 90 นาที ส่วนที่ที่เราจับจองเพื่อให้ได้วิวที่ดีที่สุดก็คือบาร์ตัวยาวที่อยู่ติดกระจกใสของตึก เมื่อนั่งมองจากมุมนี้จะสามารถเห็นการจราจรบนท้องถนน และวิวตึกสูงทั่วทั้งเมืองได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าออกจากร้านสตาร์บัคส์ แล้วแวะไปเข้าห้องน้ำที่อีกด้านของตึก ก็จะได้เห็นไทเปจากมุมสูงที่สวยยิ่งขึ้น เพราะจะได้เห็นภูเขาเขียวชอุ่มที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝนตั้งเป็นฉากหลังของตึกสูง ผสมกลมกลืนกับไอน้ำที่ระเหยลอยอยู่เหนือยอดเขา ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมาก และคงไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นเมืองหลวงที่มีความเจริญสักเมืองสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างพอเหมาะพอดีเช่นนี้ 

เราใช้เวลาพูดคุยและซึมซับภาพของไทเปจากมุมสูงนี้จนเกือบเต็มเวลาที่มี ในที่สุดก็ต้องอำลาวิวดีดีและตัดสินใจเดินทางไปยังที่พักเพื่อหย่อนกายให้หายเหนื่อยสักชั่วโมงสองชั่วโมง ก่อนคิวอาหารค่ำจะมาถึง

ค่ำคืนฝนโปรยที่ Shihlin Night Market

Shilin Night Market

ตลาดนัดกลางคืนที่เราตั้งใจไปเที่ยวในคืนแรกของทริปนี้ คือ ตลาดฉีหลิน (Shilin Night Market) ที่นี่ถือเป็นตลาดนัดกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในไทเป ซึ่งรวมสินค้าต่าง ๆ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของที่ระลึก เสื้อผ้า รองเท้า ตุ๊กตา ร้านขายของเล่น แต่ที่ทำให้รู้สึกแปลกใจที่สุดก็คือ การได้เห็นร้านปาโป่งแบบที่ไทยตั้งอยู่ที่นี่ บรรยากาศของร้านใกล้เคียงกับงานฤดูหนาวในต่างจังหวัดของบ้านเรามาก แต่ที่ไม่เหมือนกันคือ ตอนนี้ที่นี่ฝนกำลังตก และเราก็กำลังเดินฝ่าฝนด้วยร่มอันเปราะบางที่เพิ่งซื้อมาจากทางออกสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเจี้ยนถาน (Jiantan) 

นอกจากอาหารริมทางริมฟุตบาทแล้ว ที่นี่ยังมีศูนย์อาหารชื่อว่าซื่อหลินไนท์มาร์เก็ต ฟู้ด คอร์ท (Shilin Night Market Food Court) ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินด้วย ใครที่อยากหาที่นั่งทานอาหารแบบเป็นกิจลักษณะก็ลงมาข้างล่างนี้ได้ มีร้านอาหารเยอะแยะมากมายให้เลือก แล้วแต่ว่าอยากทานประเภทผัด ทอด ต้ม หรือย่าง 

วันที่ 2: หยางหมิงซาน ไว้เจอกันใหม่นะ

Processed With Darkroom

แผนการเดินทางทั้งหมดในวันที่ 2 นี้อยู่นอกเมืองทั้งหมด และระยะทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งก็ไม่ได้ใกล้กันเลย เรากับเพื่อนเลยตัดสินใจเลือกใช้บริการเช่ารถพร้อมคนขับของบริษัท TST Tour ให้เขาช่วยไปส่งเราในที่ต่าง ๆ และแนะนำสถานที่นั้น ๆ ให้ด้วย 

คุณเคน ไกด์ของเรามารับที่ที่พักตอนเก้าโมงครึ่ง ก่อนขับพาไปยังหยางหมิงซาน (Yangmingshan National Park) เป็นที่แรก จากไทเปซิตี้ขับถึงหยางหมิงซานใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมง เนื่องจากมีฝนตกตั้งแต่ก่อนขึ้นเขา แล้วพอขับขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ ก็เจอกับหมอกและเมฆที่ก่อตัวบดบังรอบด้านอีก ทำให้ไกด์ของเราต้องลดความเร็วและขับอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ 

Processed With Darkroom

หยางหมิงซานเป็นอุทยานแห่งชาติเพียงแห่งเดียวของไต้หวันที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาไฟและน้ำพุร้อน ที่นี่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1985 โดยมีจุดประสงค์เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชพรรณ กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำเมื่อมาเที่ยวที่นี่คือการอาบน้ำพุร้อน และการเดินป่า แต่ด้วยสภาพอากาศที่มีเมฆหมอกหนาจนบดบังวิสัยทัศน์รอบด้านจนหมด การเที่ยวหยางหมิงซานของเราในวันนี้จึงทำได้เพียงสัมผัสความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากภูเขาไฟโดยรอบและสูดกลิ่นกำมะถันที่คล้ายกลิ่นไข่ต้มเท่านั้น แต่ถึงไม่เห็นวิวก็พอจะจินตนาการจากลมเย็นสดชื่นที่พัดมาประทะหน้าได้ว่า อุทยานแห่งนี้ต้องอุดมสมบูรณ์มากแน่ ๆ เราจึงตั้งเป้าว่าจะต้องมีครั้งหน้าที่เราจะได้เห็นวิวของที่นี่แบบเต็ม ๆ สองตาแน่นอน

คุณเคน ไกด์ของเราคงนึกเห็นใจที่เราต้องมาเจอสภาพอากาศแบบนี้ เลยขับรถพาเราไปอีกที่หนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในแผน ที่นี่คือ Liuhuanggu Sulfur Valley Geothermal Scenic Area เป็นแหล่งแช่นำพุร้อนของคนในละแวกนี้ พวกผู้ใหญ่ที่มาที่นี่ก็จะนั่งอยู่ตรงขอบบ่อแล้วเอาเท้าแช่ลงไปในน้ำด้วยท่าทีสบาย ๆ บ้างก็พูดคุยกันเรื่อยเปื่อย บ้างก็นวดหลังนวดต้นคอให้กัน นี่อาจเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งของคนแถวนี้ก็ว่าได้

Processed With Darkroom

เมื่อคุณเคนเห็นว่าเราไม่ลงแช่เท้าในบ่อน้ำพุร้อน จึงพาเดินไปดูอีกสถานที่หนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นเหมืองหินเตี้ย ๆ ที่มีไอควันสีขาวลอยขึ้นมาจากพื้นผิว และมีทะเลสาบน้ำสีเขียวอยู่ตรงกลาง ในอดีตสถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ทำเหมืองกำมะถันที่เจริญรุ่งเรืองมาก แต่เพราะประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การทำเหมืองจึงถูกยกเลิกไป และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหยางหมิงซานในปัจจุบัน

ให้อาหารแมวที่หมู่บ้านแมว

Processed With Darkroom

จากอุทยานแห่งชาติหยางหมิงซานมาถึงที่หมู่บ้านแมว (Houtong Cat Village) เกือบบ่ายโมง คุณเคนนัดแนะเวลาที่จะมารับแล้วก็ปล่อยพวกเราเที่ยวชมหมู่บ้านตามอัธยาศัย เราเดินขึ้นชั้นบนของอาคารแรกเพื่อข้ามทางเชื่อมไปยังหมู่บ้านแมวที่อยู่อีกฟาก พอเดินไปถึงสุดทางเชื่อม ฝนไล่แขกเม็ดใหญ่ก็กระหน่ำตกลงมาชนิดที่ไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ 

Processed With Darkroom

ความรู้สึกในเวลานั้นคือไม่อยากหยุดรออะไรทั้งนั้น มันมีทั้งความหิว และความอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า ก็เลยตัดสินใจกางร่มแล้วลุยฝนไปทั้งอย่างนั้น ผลที่ได้ก็คือ … เปียก เรารีบหลบเข้าไปในร้านขายของที่ทาสีหน้าร้านด้วยสีเหลืองสะดุดตา ภายในร้านมีของที่ระลึกน่ารัก ๆ เกี่ยวกับแมวขายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า พวกกุญแจ สร้อยคอ เข็มกลัด ไปจนถึงอาหารแมวเลีย 

Rainy-Day-in-the-Tree-Land-13

นอกจากร้านขายของที่ระลึกแล้ว ที่หมู่บ้านนี้ยังมีคาเฟ่และร้านอาหารเล็ก ๆ น่ารัก ๆ อีกหลายร้านที่ตั้งอยู่ทางเดินเขาถัดขึ้นไป ร้านที่เราเลือกนั่งเป็นคาเฟ่ที่มีทั้งเครื่องดื่มและอาหารสองสามเมนูให้เลือก ภายในร้านตกแต่งด้วยภาพแมว ตุ๊กตาเซรามิกแมว หนังสือแมว และแมวจริง ๆ สองตัวที่เอาแต่นอน ไม่สนใจลูกค้า แต่ถ้าเรามีอาหารติดมือมาให้มัน มันก็จะยอมลุกขึ้นมาสนใจเราเป็นพิเศษ

Lost in Jiufen

Rainy-Day-in-the-Tree-Land-14

จิ่วเฟิ่นเป็นเมืองบนภูเขาอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน และอยู่ทางตะวันออกของไทเป ลักษณะโดดเด่นคือเป็นเมืองเก่า ๆ มีตรอกซอยแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยโรงน้ำชา ร้านขายอาหาร และร้านขายของที่ระลึก นอกจากนี้ Studio Ghibli ก็เคยนำสถานที่แห่งนี้ไปเป็นฉากในการ์ตูนอนิเมชั่นเรื่อง Spirited Away เช่นกัน เห็นแล้วเพลงบรรเลง One Summer’s Day ก็ลอยขึ้นมาในหัวเลย

Processed With Darkroom

เรามาถึงที่นี่ประมาณบ่ายสองครึ่ง แน่นอนว่าฝนยังคงตามติดเรามาจนถึงจิ่วเฟิ่น (Jiufen) ราวกับเป็นเพื่อนร่วมทางอีกคน และเพื่อนคนนี้ก็ทำให้การเดินเที่ยวในเส้นทางที่แคบอย่างตรอกค่อนข้างลำบาก เพราะหนึ่งคือต้องเดินไม่ให้ชนกับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากมหาศาลอยู่แล้ว และสองคือต้องหลบร่มที่ทุกคนกางอยู่ บางครั้งก็ต้องคอยหลบหยดน้ำที่ร่วงมาจากหลังคากับกันสาดด้วย แต่ถึงจะลำบากอย่างนี้ เราก็ยังตื่นเต้นและสนุกกับการได้มาเที่ยวที่นี่

Processed With Darkroom

Processed With Darkroom

Processed With Darkroom

ในบรรดาที่เที่ยวทั้งหมด เราชอบที่จิ่วเฟิ่นที่สุด ที่นี่เหมือนเมืองลึกลับที่มีเสน่ห์แบบเมืองเก่า ที่ว่าลึกลับก็เพราะว่าหมู่บ้านนี้สร้างอยู่บนพื้นเขา ไม่ใช่ที่ราบ จึงต้องอาศัยบันไดเป็นทางเชื่อมระหว่างตรอกไปสู่บ้านที่อยู่เนินสูงกว่า และเนินที่ต่ำกว่า เส้นทางในแต่ละตรอกก็เชื่อมโยงถึงกันโดยไร้แบบแผน ไม่ได้ขีดเส้นแบ่งว่าแต่ละตรอกจะต้องเป็นเส้นตรงเชื่อมต่อ ๆ กัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกเลี้ยวขึ้นบันไดทางด้านซ้าย หรือเลี้ยวลงบันไดทางด้านขวา เส้นทางก็จะพาเราไปยังที่ที่ไม่ซ้ำกับจุดเดิม แล้วในตรอกที่เราเลือกเลี้ยวเข้าไปก็อาจจะมีตรอกเล็ก ๆ ซ่อนอยู่อีก เห็นแล้วก็อยากจะซอกแซกเข้าไปสำรวจให้หมดจริง ๆ

อธิษฐานแล้วปล่อยโคมที่สือเฟิน

Rainy-Day-in-the-Tree-Land-18

บรรยากาศโดยรอบเริ่มเข้าสู่ยามโพล้เพล้ เรามาถึงสือเฟินซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวสุดท้ายของวันนี้ตอนประมาณห้าโมง นักท่องเที่ยวที่เห็นจึงค่อนข้างบางตากว่าที่อื่น ๆ มาก หมู่บ้านสือเฟินเป็นชุมชนเก่าที่มีขบวนรถไฟหัวจักรแล่นผ่านอยู่เป็นประจำ สองข้างทางของรางรถไฟก็เป็นที่ตั้งของร้านค้าขนาดสูงสองชั้นที่ออกแบบง่าย ๆ และมีสภาพค่อนข้างเก่า สังเกตได้จากรอยน้ำซึมตามเพดานและผนังที่กลายสภาพเป็นคราบกลม ๆ 

Processed With Darkroom

สินค้าที่วางขายอยู่ตามร้านค้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกของฝาก ของที่ระลึก โคมลอย แล้วก็อาหารทานเล่น ส่วนกิจกรรมที่ต้องทำเมื่อมาที่นี่คือ การปล่อยโคมลอย ขั้นตอนก็มีอยู่ว่า เราต้องซื้อโคมจากร้านนั้น ๆ ก่อน จากนั้นคนขายก็จะเอาพู่กันพร้อมหมึกดำมาให้เราเขียนคำอธิษฐานลงไป โดยโคมหนึ่งอันจะมีสี่ด้านและสี่สี เพื่อแทนเรื่องความรัก การงาน การเงิน และสุขภาพ ตอนที่เรากำลังเขียนคำอธิษฐาน ข้าง ๆ เราก็มีคนญี่ปุ่นสองคนกำลังเขียนโคมของเขาเหมือนกัน เรามองตัวอักษรภาษาไทยของตัวเองสลับกับตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นของเขา แล้วก็เกิดความคิดว่า บางทีโคมลอยแบบนี้น่าจะเข้ากับตัวอักษรภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่นมากกว่า

วันที่ 3: แดดแรกของทริป

Processed With Darkroom

เช้าที่อากาศแจ่มใสแบบนี้ เราเปิดประเดิมท้องว่าง ๆ ด้วยชานมไข่มุกเป็นอย่างแรก ร้านชานมไข่มุกที่ว่านี้ก็ไม่ได้ไปเสาะหาที่ไหนไกล เพราะมันตั้งอยู่ใต้ที่พักของเรามาตลอดเวลา แต่เพิ่งมีโอกาสได้แวะเพราะทนกลิ่นหอมของชานมที่ลอยมาเตะจมูกไม่ไหว

Rainy-Day-in-the-Tree-Land-65
Processed With Darkroom

ร้านที่เราแวะนี้ชื่อ Wanpo เป็นร้านขายชานมไข่มุกบนถนน Bo-ai เขต Zhongzheng หน้าร้านมีความกว้างประมาณเมตรครึ่งถึงสองเมตร ฟากซ้ายของร้านทำเป็นเคาน์เตอร์ไม้รับออร์เดอร์ ส่วนฟากขวาเป็นตู้ไม้ที่มีโหลชาสีเงินตั้งเรียงรายกันอยู่ แม้จะเป็นร้านเล็ก ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นร้านที่ออกแบบและตกแต่งได้สวยทีเดียว รสชาติของชานมก็อร่อยกลมกล่อมอย่างที่คิดไว้จริง ๆ 

Huashan 1914 Creative Park

Processed With Darkroom

หลังมื้อเช้า เราปักหมุดไปที่ Huashan 1914 Creative Park ที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่มีทั้งแบบกลางแจ้งและในร่ม นอกจากนี้ยังมีร้านขายหนังสือ ร้านอาหาร และร้านขายสินค้าแนวสร้างสรรค์รวมไว้อยู่ในที่แห่งนี้ด้วย คนที่มาเที่ยวที่นี่จึงมีตั้งแต่เด็กเล็ก เด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน ไปจนถึงคนแก่ที่มากับครอบครัว ใครที่ชอบถ่ายภาพ หรือกำลังตามหาไอเดียในการสร้างผลงานของตัวเองก็สามารถมาสำรวจที่นี่ดูได้ 

สวัสดีค่ะท่านเจียงไคเช็ค

Processed With Darkroom

เวลาก่อนขึ้นเครื่องยังเหลืออีกหลายชั่วโมง เราเลยหาที่เที่ยวเพิ่ม คิดไปคิดมาก็ตัดสินใจได้ว่าควรจะไปชมอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค (Chiang Kai-Shek Memorial Hall) ดูสักครั้ง 

ทันทีที่เห็นพื้นที่ทั้งหมดของอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค เราก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ทันที พื้นที่โดยรอบที่ติดกับรั้วตกแต่งเป็นสวนเพื่อให้ความร่มรื่นและสวยงาม ส่วนตรงกลางก็มีอนุสรณ์สถานที่เป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาสีขาว หลังคาทรงแปดเหลี่ยมสีน้ำเงินตั้งอยู่ ยิ่งเดินเข้าใกล้ ก็ยิ่งรู้สึกถึงความหนักแน่นและมั่นคงของสถานที่แห่งนี้ 

อนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค ว่ากันว่าบันไดทางขึ้นอนุสรณ์ทำไว้ทั้งหมด 89 ขั้น ตามอายุของประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค ซึ่งเราลองพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่าจำนวนขั้นบันใดใกล้หลักร้อยนี้สามารถทำเราหอบหืดได้เหมือนกัน

ภายในของอนุสรณ์สถานมีรูปปั้นท่านเจียงไคเช็คซึ่งทำจากทองสัมฤทธิ์ตั้งอยู่ตรงกลางด้วยท่านั่ง และมีทหารยืนเฝ้าไว้ 2 นายตลอดเวลา โชคดีที่เราไปตรงกับช่วงเวลาเปลี่ยนเวรทหารโดยบังเอิญ เลยได้มีโอกาสเห็นท่าเปลี่ยนเวรที่พร้อมเพรียง สวยงาม และอดทนแข็งขันมาก เพราะว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากรวมถึงเราก็จะไปยืนมุงดูจนกลายเป็นกำแพงมนุษย์ ที่กีดขวางทางเข้าของลม ทำให้สภาพอากาศไม่ถ่ายเท อบอ้าวและร้อนมาก ขนาดคนธรรมดาใส่เสื้อผ้าธรรมดายังเหงื่อไหลเป็นทาง แล้วทหารที่ต้องอยู่ในชุดเครื่องแบบเต็มยศอย่างนั้นจะไม่ร้อนได้ยังไง …

Taipei-Rainy-Day-in-tree-land-63

สุดท้ายนี้ การเดินทางของเราในไทเป 3 วัน 2 คืน แบบเปียกปอนอาจไม่ใช่ทริปที่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็ยังเป็นภาพในความทรงจำที่ดี เพราะฝนทำให้เราเห็นไต้หวันในแบบเปียก ๆ ได้เห็นว่าสายฝนที่นี่เอาแต่ใจแค่ไหน มันอาจจะตกห้านาที หยุดห้านาที และตก ๆ หยุด ๆ วนไปอย่างนั้นตลอดทั้งวัน หรือนึกอยากจะตกทั้งที่แดดยังไม่หลบให้ก็ทำได้ นอกจากนี้ ถ้าไม่มีฝนเราอาจไม่ได้เห็นภาพโคมไฟจีนสีแดงที่จิ่วเฟิ่นตัดกับหมอกขาวราวกับยามเช้าแบบนี้ ฝนทำให้ทุกพื้นที่บนภูเขาชุ่นฉ่ำและมีวิวที่สวยงามเมื่อผสมกับเมฆหมอกขาว ที่สำคัญฝนทำให้เรารู้ว่าป่าเขาและต้นไม้ของที่นี่สวยงามและสมบูรณ์ขนาดไหน 

ข้อมูลเพิ่มเติม

Taipei-Rainy-Day-in-tree-land-66


ติดตามตั๋วเครื่องบินราคาถูก – เราใช้สายการบิน Thai Lion Air ในการเดินทางครั้งนี้ ซื้อช่วงตั๋วถูกก็เลยได้ตั๋วไปกลับในราคา 4,208 บาท อยากได้อัพเดทข้อมูลตั๋วถูก ตั๋วดี ให้ติดตามพวกเพจต่าง ๆ ในเฟสบุคไว้ เช่น อาแปะดอทคอม หรือ Ar-pae.com

การหาที่พัก – โหลดแอพ ฯ Airbnb ติดในเครื่องเอาไว้ได้เลย เป็นตัวช่วยที่ดีในการหาที่พัก เราเลือกพักใกล้กับ mrt สถานีซีเหมินติ้งแล้วก็ใกล้กับแหล่งช้อปปิ้งด้วย ที่พักชื่อ Clean & Simple 2 bd I พิกัดที่ google.com/maps สังเกตทางเข้าเป็นบันไดขึ้นแคบ ๆ อยู่ข้างเซเว่น สภาพภายนอกอาจดูเก่า แต่ห้องรีโนเวทใหม่ สะอาดเอี่ยม ราคาที่พัก ประมาณ 1,780 บาทต่อห้อง ซึ่งห้องที่เราได้เป็นแบบ 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ หนึ่งห้องรับแขก ถือว่าคุ้ม

เช่ารถพร้อมไกด์ – แนะนำใช้บริการกับบริษัท TST Tour บริการดีประทับใจ มีการจองสถานที่ต่าง ๆ ให้ อย่างที่ไปเที่ยวสตาร์บัคชั้น 35 ตึกไทเป 101 ก็ได้บริษัทนี้จองให้ ไกด์ขับรถสุภาพ ไม่เหวี่ยงไม่วีนใด ๆ ทั้งที่ฝนตกก็ยังคอยเช็ค คอยถาม คอยเอาร่มมากางให้ บริการระดับนี้มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 4,600 ดอลลาร์ไต้หวันต่อ 10 ชั่วโมง อาจดูราคาสูงถ้าไปคนเดียว แนะนำว่าควรหาเพื่อนหาร จะได้เที่ยวอย่างสบายใจ ปลอดภัย และไม่ต้องเผื่อเวลาหารถแท็กซี่ หรือรถบัส

เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน – สามารถอ่านข้อมูลการโดยสาร และราคาค่าบัตรโดยสารได้ที่ travel.taipei/th และเช็คราคาแต่ละสถานีได้ที่ english.metro.taipei

การเดินทางระหว่างสนามบินกับตัวเมืองไทเป – ใช้บริการรถไฟใต้ดินสายสนามบินเถาหยวน ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางให้สั้นลงได้ แผนที่เส้นทางเดินรถของรถไฟใต้ดิน ตารางเวลาเดินรถ และข้อมูลการเดินทาง สามารถเข้าไปดูได้ที่ travel.taipei/th

อ่านบทความท่องเที่ยวอื่น ๆ

More to explore

เรียนรู้วิธีต่อยอดวิถีหัตถศิลป์ถิ่นใต้ ‘เตยปาหนัน – ผ้าทอนาหมื่นศรี’ สู่สากลอย่างยั่งยืน

SACICT เดินหน้ายกระดับภูมิปัญญาหัตถศิลป์ภาคใต้ จากใจย่ายาย สู่เครือข่ายคนรุ่นใหม่ เพิ่มขีดความสามารถรองรับตลาดยุคดิจิทัล

หลากสกิลสำหรับออนไลน์ครีเอเตอร์ที่ช่วยทำเงินได้

ในยุคดิจิตอลที่เต็มไปด้วยโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เต็มไปหมด เชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มมองหาลู่ทางบ้างแล้วล่ะ บางคนอาจจะทำงานสร้างสรรค์ออนไลน์เป็นงานเสริม แต่รู้หรือไม่ว่างานออนไลน์ครีเอเตอร์ไม่ได้มีแค่บล็อกเกอร์หรือยูทูบเบอร์เท่านั้นนะ แถมหลายๆ งานถ้าทำจริงจังแล้วยังก็สามารถทำเป็นงานหลักได้เลย ว่าแต่มีทักษะไหนบ้างที่สามารถช่วยทำเงินได้ ลองมาดูกัน ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยความที่ตอนนี้ การเก็บ lead เป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำการตลาดออนไลน์ การทำเว็บไซต์จึงสำคัญมากสำหรับคนทำธุรกิจ นักออกแบบเว็บไซต์จึงเป็นอาชีพที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในยุคนี้ โดยนักออกแบบเว็บไซต์ที่ดีควรจะมีความรู้เรื่องโค้ดดิ้ง, UX/UI รวมถึงด้านดีไซน์ เพื่อให้เว็บไซต์ออกมาสวยงามและใช้งานได้ง่าย โดยปัจจุบันนี้แต่ละแพลตฟอร์มก็มีเทมเพลตเว็บไซต์ออกมาให้ใช้มากมาย ยิ่งทำให้การออกแบบเว็บไซต์ยิ่งง่ายขึ้นไปอีก

Kooper Logo

Subscribe To Our Newsletter

Get notified about new articles