fbpx

“ศิลปินก็ทำธุรกิจได้” ฐิติรัตน์ คัชมาตย์ ศิลปินเครื่องประดับและเจ้าของ FACTOPIA

ฟัง podcast ย่อยง่ายที่เผยแนวคิดการบริหาร 'อาชีพ' 'ความฝัน' และ 'ตัวเลขในบัญชี' ให้สามัคคีกัน

ว่ากันว่า “ศิลปิน” มักมีจุดอ่อนเรื่องธุรกิจ อาจเป็นเพราะอารมณ์ที่อ่อนไหว บวกกับความมั่นในตัวเอง คูณด้วยภาวะโลกส่วนตัวสูง ทำให้วิญญาณศิลปินไม่สามารถรวมร่างกับความเป็นผู้ประกอบการได้ แต่สำหรับ ฟิ่ว – ฐิติรัตน์ คัชมาตย์ ดีไซน์เมกเกอร์ ศิลปินเครื่องประดับ และผู้ก่อตั้งครีเอทีฟคอมมูนิตี้อย่าง Factopia แล้ว เธอกลับสามารถสร้างสมดุลระหว่างทุกบทบาทข้างต้นได้อย่างลงตัว

Kooper คุยกับเธอถึงแนวคิดการทำงาน การทำธุรกิจ และความฉลาดใช้ ‘ข้อดี’ ของทุกอาชีพให้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

อาร์ติสท์ X แลนด์เลดี้

“หลังเรียนจบปริญญาโทที่ Royal College of Art (ประเทศอังกฤษ) ฟิ่วเริ่มทำงานในฐานะศิลปิน-นักออกแบบก่อนค่ะ โดยมีโต๊ะกินข้าวที่บ้านเป็นที่ทำงานหลัก ซึ่งพอทำไปสักพักคุณแม่ก็เอาลอดช่องมาให้ (หัวเราะ) หันไปอีกทีคุณพ่อก็ชวนไปธนาคาร (หัวเราะ) เตียงนอนก็อยู่ไม่ไกล เรียกได้ว่ามีความสุขสบายมาก (หัวเราะร่วน) แต่เวลาที่คนมาขอสัมภาษณ์เราให้เขามาบ้านไม่ได้นะ เพราะพื้นที่มันไม่เหมาะสมไง พอทำตัวแบบนี้ไปสักพักก็รู้ตัวค่ะว่าถึงเวลาที่เราต้องหาสตูดิโอนอกบ้านอย่างจริงจังแล้ว ซึ่งเผอิญคุณอาของฟิ่วเขาซื้อที่ตรงนี้ไว้และยังไม่ได้ทำอะไร เราเลยอาสาเข้ามาทำ (ที่ตั้งของ Factopia ในปัจจุบัน) ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะทำเป็นออฟฟิศออกแบบธรรมดา แต่ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่มาก มันก็รู้สึกแบบ…เวิ้งว้าง เวลาอยู่คนเดียวมันก็หลอนๆ ฝนตก น้ำรั่ว ใบไม้ปลิวว่อน (หัวเราะ) มันไม่ไหวอ่ะค่ะ ฟิ่วเลยคิดว่าถ้าเรามีเพื่อนศิลปินหรือนักออกแบบสร้างสรรค์อื่นๆ เข้ามาแชร์พื้นที่ตรงนี้ และสร้างเป็นชุมชนเล็กๆ ที่อยู่ด้วยกันแบบเพื่อนบ้านได้ก็น่าจะดี นั่นคือที่มาของ Factopia ที่ฟิ่วเปิดอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2017”

นิยามของ Factopia

“ที่คนนอกเขาเรียกกันก็คือ Creative Community หรือชุมชนคนสร้างสรรค์ค่ะ ที่ตรงนี้แต่เดิมมันเคยเป็นร้านอาหารชั้นเดียวมาก่อน ซึ่งอาคารหลักด้านหน้าฟิ่วปรับปรุงใหม่เป็น 2 ชั้น เก็บโครงสร้างเก่าไว้แต่เสริมความแข็งแรงเข้าไป ด้านในฟิ่วตั้งใจแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นสองส่วน เริ่มจากส่วนหน้าอาคารที่เป็นห้องโถงอเนกประสงค์ ส่วนนี้ตอนแรกอยากทำเป็นร้านอาหาร ถึงขนาดสร้างครัวร้อนครัวเย็นไว้ครบแล้ว แต่สุดท้ายเรามาตรึกตรองว่าเราคงไม่มีเวลาให้ธุรกิจร้านอาหารแน่ เพราะมันต้องการเวลาจากเราแบบ 100% ก็เลยเปลี่ยนวิธีทำมาหากินกับพื้นที่ตรงนี้ใหม่ คือให้คนมาเช่าจัดอีเว้นท์ จัดกิจกรรม เช่าเป็นสตูดิโอถ่ายหนัง ถ่ายละคร ถ่ายเอ็มวีแทน  

แต่สำหรับอาคารด้านหลังฟิ่วเตรียมไว้ทำสตูดิโอให้เช่าอยู่แล้ว โดยมีทางเข้าแยกเป็นสัดส่วนจากอาคารด้านหน้า เพราะเราอยากให้ความเป็นส่วนตัวกับผู้เช่าประจำด้วย  ณ ตอนนี้ก็มีเพื่อนบ้านมาอยู่ด้วย 12 ครัวเรือนแล้ว (พฤศจิกายน 2019)  เป็นออฟฟิศและสตูดิโอในสายครีเอทีฟทั้งหมด เช่น ออฟฟิศสถาปนิก อินทีเรียร์ สตูดิโอถ่ายภาพ โปรดักชั่นเฮ้าส์ นักออกแบบอาหาร ฯลฯ ส่วนด้านหลังไปอีกตอนนี้เป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับใช้นั่งเล่นพักผ่อน แต่ฟิ่วกำลังรีโนเวทบ้านหลังเล็กอีกหลังหนึ่งในสวน ที่ตั้งใจว่าจะทำเป็นคอนเซ็ปท์แบบ Artist in Residence และ Living in Art Space คาดว่าจะเสร็จในปีหน้าค่ะ”

“เราให้ความสำคัญกับการเลือกเพื่อนบ้านมาก เพราะเราอยากให้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข ช่วยเหลือกันได้ ทำงานด้วยกันได้ ปรึกษาหารือกันได้”

โมเดลธุรกิจที่ต้องออกแบบ

“การแบ่งเช่าพื้นที่แบบนี้มันทำให้ฟิ่วมีรายได้เข้ามาบริหารจัดการหลายอย่าง เราสามารถดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการทำงานออกแบบได้โดยไม่ต้องกังวล สมมติถ้าตัดสินใจทำร้านอาหารก็ต้องคอยห่วงว่าวันนี้จะมีลูกค้าไหม พนักงานจะทะเลาะกันอีกรึเปล่า ทำไมวันนี้แม่ครัวทำอาหารไม่อร่อยเลย ลูกค้าทานแล้วท้องเสียทำไงดี ฯลฯ  การแบ่งเช่าพื้นที่ระยะยาวจึงเป็นการตัดปัญหากังวลใจที่เราควบคุมได้ยากออกไปทั้งหมด และค่าใช้จ่ายประจำที่เราต้องจ่ายก็ควบคุมง่าย คือมีพนักงานดูแลสถานที่สองคน มีค่าน้ำค่าไฟ ส่วนรายได้ประจำก็คือค่าเช่ารายเดือน บวกกับรายได้เสริมจากการให้เช่าพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ จากกองถ่ายรายการ กองถ่ายหนัง ฯลฯ สำหรับฟิ่วมองว่ามันเป็นโมเดลที่เวิร์คมากสำหรับสเปซที่เรามี”

เพื่อนบ้านต้องเป็นครีเอทีฟล้วน

“ถ้านึกย้อนกลับไปสมัยเรียน เวลาเราต้องการคำปรึกษาเราสามารถเดินไปถามความคิดเห็นจากรุ่นพี่รุ่นน้องได้ถูกมั้ยคะ แต่พอถึงวัยทำงานที่เราต้องอยู่คนเดียว มันกลายเป็นเราถามจากซัพพลายเออร์เสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเขาก็จะบอกว่าทำได้หมด ทั้งๆ ที่อาจจะทำไม่ได้จริง (หัวเราะ) หรือบางทีคำตอบที่ได้ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่พอเราอยู่ในคอมมูนิตี้แบบนี้ (Factopia) เราเดินไปปรึกษาเพื่อนบ้านได้แทบทุกเรื่องนะ และคำตอบที่ได้กลับมาก็มาจากประสบการณ์ชั้นเยี่ยมของแต่ละท่าน นี่เป็นข้อดีมากสำหรับอาชีพอย่างเรา ความจริงใจที่ได้จากเพื่อนบ้าน ความเป็นพี่เป็นน้อง มันเป็นความสัมพันธ์ที่มากกว่าแลนด์ลอร์ดกับผู้เช่า”

ฉันไม่ทำ co-working space

“ส่วนตัวมองว่าคอนเซ็ปท์ของ hot desk มันไม่เวิร์คในบริบทที่เราเป็นค่ะ หนึ่งคือพื้นที่โซนนี้ไม่ใช่ศูนย์กลางธุรกิจ และเอาเข้าจริง hot desk ทั่วโลกก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จ มันมีค่าโอเปอเรชั่นในการทำธุรกิจที่สูงมาก ต้องมีคนดูแลตลอด เผลอๆ ต้องมีให้บริการชา กาแฟ อาหารว่างอีก ในขณะที้ร้านกาแฟสมัยนี้เขาก็มีกาแฟชั้นเยี่ยม มีขนมอร่อย มีไวไฟแรง ขนาดสตาร์บัคส์เขายังปรับบางสาขาให้จัดประชุมได้ด้วยซ้ำ นี่ยังไม่นับรวมพวกคอนโดมิเนียมที่เขาสร้างพื้นที่ส่วนกลางให้ลูกบ้านมานั่งทำงานได้สบายๆ

ฟิ่วถามตัวเองว่าถ้าเราเองยังไม่ไปใช้บริการ คนอื่นเขาก็คงไม่ใช้หรอก ทำไมเราต้องจ่ายเงินเกือบพันบาทต่อวันเพื่อไปนั่งทำงานข้างนอกล่ะ หรือถ้าต้องจ่ายเงินพันบาท เราไปนั่งร้านกาแฟดีๆ ที่ขนมอร่อยๆ มันจะคุ้มค่ากว่าไหม ที่สำคัญโมเดลธุรกิจของ hot desk ก็เหมือนกับการให้เช่าพื้นที่ออฟฟิศชั่วคราว มันไม่ใช่ระบบการปฏิบัติการหรือระบบการทำงานใหม่ที่โลกอนาคตจะต้องการ”

วันพรุ่งนี้ของ Factopia

“ถ้ามองว่าจะต้องหาผลประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ทุกตารางนิ้ว ฟิ่วก็ต้องมาคำนวณ feasibility ใหม่อย่างละเอียด ซึ่งมันอาจจะได้คำตอบว่าต้องทำคอนโดมิเนียมก็ได้ เพราะทำเลตรงนี้มันติดรถไฟฟ้าเลย (สถานีบางกระสอ) แต่ฟิ่วไม่มองแบบนั้นค่ะ ฟิ่วมองว่าถ้าเราสามารถทำธุรกิจแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ และยังทำ Artist in Residence ได้อีก มันคงจะมีประโยชน์กว่าที่เราได้สร้างมูฟเมนท์ใหม่ให้กับพื้นที่และให้กับตัวเองไปพร้อมกัน  

ยกอย่างเช่นในช่วงปีใหม่เราวางแผนจะจัด Pechakucha Night ให้เพื่อนบ้านได้มาแชร์ประสบการณ์กัน รางวัลคือค่าเช่าห้องฟรีหนึ่งเดือน (หัวเราะ) เอาจริงคือเราแค่อยากให้ของขวัญปีใหม่กับลูกบ้าน พร้อมๆ กับสร้างเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองในแบบที่เราไปหาจากที่อื่นไม่ได้ เพราะมันจะเป็นจริงมาก เป็นเรื่องวงในเรื่องลับเฉพาะก็ได้ (หัวเราะ) แต่นี่คือพลวัติที่เกิดขึ้นได้ในพื้นที่เล็กๆ แบบเรา และด้วยความหลากหลายของสตูดิโอ มันก็ทำให้การส่งต่อประสบการณ์ระหว่างกันมีคุณค่ามากขึ้น เกิดนิเวศแบบครบวงจรขึ้นภายในตัวเอง ทำให้ประสบการณ์การทำงานภายในบ้านหลังใหญ่อย่าง Factopia มันพิเศษขึ้นได้”

“Factopia ทำให้ฟิ่วทำงานในฐานะศิลปินได้อย่างสบายใจ ซึ่งมันมีค่ามากกว่าการหากำไรที่เป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียว”

เกี่ยวกับ ฟิ่ว – ฐิติรัตน์ คัชมาตย์

ปัจจุบันนอกจากเธอจะเป็นศิลปินเครื่องประดับ ดีไซน์เมกเกอร์ และผู้บริหารของ Factopia แล้ว เธอยังทำงานบรรยายตามมหาวิทยาลัย จัดเวิร์คช็อป และเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งแม้ว่างานสารพัดรูปแบบนี้จะทำให้เธอรู้สึกเหมือน “แกงโฮะ” แต่สำหรับเธอแล้วมันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมาก

ภาพ: Kooper Team และ tithi.info

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest

More to explore

Virgil Abloh ผู้ทำลายกำแพงงานสร้างสรรค์ กับโปรเจ็คต์ NFT ในวาระสุดท้ายของชีวิต

ข่าวการจากไปของ Virgil Abloh ในวัย 41 ด้วยโรคมะเร็ง นับว่าเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวง Virgil Abloh เป็น ศิลปิน นักออกแบบ สถาปนิก คนทำดนตรี ผู้ประกอบการ ผู้ที่อัดฉีดพลังครีเอทีฟใหม่ๆ สร้าง ให้กับโลกยุคใหม่ที่กำลังตีบตันความคิดสร้างสรรค์ Abloh เป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Off-White แบรนด์สตรีทแฟชั่นที่มีสาวกคลั่งไคล้ทั่วโลก