fbpx

ศรัณย์ เย็นปัญญา x จารุพัชร อาชวสมิต : หนึ่งอาชีพ สองเจเนอเรชั่น กับความสนุกในการเปลี่ยนขยะเป็นทอง

บทสนทนาระหว่างดีไซเนอร์สองยุค ว่าด้วยความเชื่อ ทักษะ และแก่นแท้ของการเป็นนักออกแบบ รวมถึงแนวทางการทำธุรกิจสร้างสรรค์ให้ยั่งยืนในวิถีที่ต่างกัน

ในโอกาสแวะเยี่ยมที่ทำงานใหม่ของ 56th Studioเรานั่งคุยกับ โอ – ศรัณย์ เย็นปัญญา ผู้ก่อตั้ง 56th Studio พร้อมแขกรับเชิญคนพิเศษ ปุ๊ก – จารุพัชร อาชวสมิต ปรมาจารย์วิชาสิ่งทอและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Ausara Surface ที่ผลิตผ้าทอจากเส้นใยโลหะ  บทสนทนาประสาแม่ลูกของดีไซเนอร์สองเจเนอเรชั่นนี้จะเอะอะมะเทิ่ง และเปี่ยมสาระอย่างไรบ้าง ติดตามได้ในพ็อดแคสท์และบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้

KP: คุณสองคนชอบทำงานกับวัสดุที่คนอื่นมองข้ามหรือที่เขามองเป็นขยะด้วยซ้ำคุณเห็นเสน่ห์อะไรในสิ่งพวกนี้

โอ: จริงๆ ผมไม่ใช่ดีไซเนอร์ที่ทำงานเบสจากวัสดุ (Material – based) หรอกครับ จุดเริ่มในการคิดงานของผมไม่ใช่ตัววัสดุเลย แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากจะสื่อสาร ผมมองตัวเองเป็น Storyteller ซึ่งเผอิญสิ่งที่ผมสนใจมันมักจะมีบุคลิกเป็นเด็กหลังห้อง เป็นพวกคนชายขอบ เป็นวัฒนธรรมที่ถูกเมินค่า อะไรพวกนี้ ผมก็เลยไปหยิบจับสื่อหรือวัสดุที่เป็นตัวแทนของชุดความคิดพวกนี้มาทำงาน มันก็เลยปรากฏออกมาเป็นตะกร้าบ้าง เป็นพรมบ้าง เป็นโต๊ะก๋วยเตี๋ยวข้างทางบ้าง แต่จริงๆ มันคือเรื่องราวมากกว่าที่พาผมไปหาวัสดุเหล่านั้น ผมมีหน้าที่ขายไอเดีย ขายเรื่อง ขายการสื่อสารต่างๆ นิยามคำว่า Storytelling ของผมก็คือการขายของ แต่วิธีการขายของ 56th Studio คือเราจะไม่พูดออกไปตรงๆ เราจะสร้างของขึ้นมาเล่าเรื่องแทน

ปุ๊ก: เรื่องความเป็นเด็กหลังห้องนี่มีประเด็นค่ะ สมัยเรียนที่อเมริกามีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกความลับของเส้นด้ายว่า ปุ๊ก…เธอรู้ไหมว่าเส้นด้ายน่ะมันไม่ชอบถูกบังคับ ถ้าเธอปล่อยมันเป็นอิสระมันก็จะโค้งไปตามเกลียวของมัน แต่ถ้าเธอขังมันไว้ด้วยโครงสร้างลายทอ มันก็จะตรง …วันนั้นเป็นวันที่ทำให้เรามองทุกๆ วัสดุอย่างละเอียดมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้วัสดุอะไรมาทำงานก็ตาม

“วัสดุก็มีความรู้สึก ถ้าเราทำแบบนี้กับมันผลลัพธ์จะออกมาอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราทำอีกอย่าง ผลลัพธ์ก็จะออกมาต่างกัน”

ทีนี้พอกลับมาทำงานเมืองไทย เราได้เริ่มจับวัสดุท้องถิ่นอย่างเช่นฝ้ายและไหม ซึ่งเรารู้สึกว่า เออ…มันเชื่อฟังเราจังแฮะ แต่ลึกๆ น่ะเราอยากทำงานกับวัสดุที่เป็นเด็กหลังห้อง (หัวเราะ) อยากที่จะจัดการพวกนอกคอกให้สำเร็จ ซึ่งวัสดุพวกนี้มันจะมีปฏิกิริยาที่ต่างออกไป มันจะดื้อกว่า ไม่เรียบร้อยเหมือนฝ้ายกับไหม ยกตัวอย่างเช่นวันที่เราคิดจะเอาทองเหลืองมาทอเป็นผืน เราก็ต้องไปดีลกับมันก่อนว่าจากเดิมที่เธอเป็นก้อนน่ะ ฉันจะทำยังไงกับเธอให้เธอกลายร่างเป็นเส้น และเป็นเส้นที่เล็กพอที่จะใช้เป็นเส้นยืนและเส้นพุ่งได้ด้วย 

ซึ่งวัสดุที่ Ausara Surface ออกแบบและผลิตคือเราตั้งใจจะไม่ใช้สีย้อมเลย เราจะให้วัสดุมันเปล่งสี หรือเปล่งประกายออกมาเอง  ฉะนั้นมันจำเป็นที่เราต้องศึกษานิสัยใจคอของมันอย่างละเอียด ต้องรู้ว่าปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้มันเปลี่ยนสี เปล่งแสง ฯลฯ กระบวนการนี้เป็นเหมือนบทสนทนากับเด็กหลังห้องที่ท้าทายเรา มันไม่น่าเบื่อ เราถึงชอบทำงานกับ unusual materials พวกนี้ คุณจะนึกไม่ถึงเลยล่ะว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายมาเป็นผืนผ้าได้ และยังเอาไปทำอะไรต่ออะไรได้อีกสารพัด

KP: ถามคุณโอในฐานะนักเล่าเรื่องทำไมถึงชอบเล่าเรื่องเป็นเก้าอี้

โอ: ถ้าให้ตอบแบบโรแมนติกก็คือผมสนใจเรื่องความเป็นไทยเป็นพิเศษ เช่นเรื่องช่องว่างระหว่างชนชั้น ความขัดแย้งต่างๆ ที่ปรากฏในสังคม แบบเรียกแท็กซี่ใกล้ก็ไม่ไป ไกลก็ไม่ไป ตกลงจะยังไงกันแน่ ประเทศเราเป็นประเทศที่มีความย้อนแย้งสุดขั้วสุดโต่งในหลายมิติ (dichotomy) ซึ่งผมรู้สึกว่าเก้าอี้ก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่สะท้อนเรื่องชนชั้น อย่างบ้านคนรวยในละครช่องเจ็ดก็ต้องมีเก้าอี้หลุยส์ มันสื่อสัญญะความรวยแบบไทยๆ ในขณะเดียวกันเก้าอี้ของวินมอเตอร์ไซค์ก็จะมีสัญญะอีกแบบ เป็นเรื่องของการด้นสด ฯลฯ แต่ถ้าจะตอบแบบไม่โรแมนติก ก็คือเก้าอี้มันทำแล้วขายได้ครับ (หัวเราะ)

KP: อยากรู้มุมมองของพวกคุณต่อเรื่องความยั่งยืนในงานออกแบบทุกวันนี้

ปุ๊ก: จริงๆ มนุษย์เราดีอย่างหนึ่งคือเมื่อเรารู้ว่าเราทำอะไรผิดไปแล้ว เราพร้อมที่จะแก้ไข เช่นเรามาเรียนรู้ว่าการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย ใช้แล้วทิ้งๆๆ มันไม่ดีนะ เราก็เริ่มปรับเปลี่ยน เห็นได้จากการที่หลายองค์กรเริ่มสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เริ่มคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หรือที่เราเรียกกันว่าใช้ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (circular economy) ซึ่งมันจะต้องประกอบไปด้วย 3 หัวใจหลักคือ people (คน) planet (โลก) และ profit (กำไร) ปัจจุบันการทำธุรกิจจะต้องตอบโจทย์สามข้อนี้ ในขณะที่งานดีไซน์เองก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องสร้างวงจรการผลิตใหม่ที่หมุนเวียนได้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการรีไซเคิลวัสดุเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการรีไซเคิลพลังงาน และการใช้ทรัพยากรทุกๆ ด้านอย่างระมัดระวัง 

โอ: สำหรับผมคำว่า sustainability ในปี 2020 มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือมันอาจจะถูกทำให้เป็นแค่สไตล์ในคนบางกลุ่ม เช่นเรารณรงค์กันว่าพลาสติกต้องนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่สิ่งที่ถูกนำเสนอออกมากลับเป็นพลาสติกใหม่หมด คุณไปซื้อพลาสติกใหม่มาทำแคมเปญ เพื่อที่จะสอนคนอื่นว่าอย่าทิ้งพลาสติกนะ ต้องรีไซเคิลสิ ผมว่าวิธีคิดหรือวิธีทำงานแบบนี้มันก็ไม่ circular แล้วรึเปล่า  (หัวเราะ) sustainability สำหรับผมคือการทำอะไรให้มันอยู่ได้นาน อยู่ได้ยั่งยืน และไม่ได้หมายความว่าคุณต้องรังเกียจพลาสติกนะ เราก็ยังทำงานกับพลาสติกต่อไปได้ 

เห็นด้วยกับโอว่าพลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย ที่ผ่านมาวิธีที่เราจัดการกับมันต่างหากที่ผิด จริงๆ พลาสติกก็เป็นพระเอกได้

KP: ดีไซน์ที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมินิมัลมั้ย

ปุ๊ก: อืมม…เรื่องหนึ่งที่เราสองคนเหมือนกันก็คือเราเป็นดีไซเนอร์ที่ไม่มินิมัล แต่เราก็อยู่ในยุคที่ความมินิมัลเป็นกระแสหลัก ซึ่งเราก็ไม่ได้ต่อต้านนะ แค่ยืนหยัดว่าตัวตนเราคือแบบนี้ (หัวเราะ) แต่ถ้าจะให้พี่วิเคราะห์ลึกลงไปว่าทำไมมินิมัลลิสต์ถึงเติบโตมาก ส่วนตัวพี่เติบโตมาในยุค 80s เป็นยุคที่โลกร่ำรวย ประเทศไทยก็ร่ำรวย เพราะฉะนั้นศิลปะในยุคพี่ก็จะมีเพชรใหญ่ สร้อยข้อมือใหญ่ ผมตั้งฟู คัลเลอร์บล็อกแน่นๆ ฯลฯ แต่จากนั้นโลกก็ค่อยๆ จนลง เงินก็ไหลเข้าไปอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งมากขึ้นๆ ซึ่งพอเงินในระบบใหญ่มันน้อยลง มินิมัลลิสต์ก็ได้โอกาสทันที เพราะคนส่วนใหญ่ต้องใช้จ่ายอย่างรอบคอบขึ้น ในแง่การผลิตต้นทุนมันก็ต่ำกว่า มันใช้วัสดุน้อยลง ฯลฯ มินิมัลลิสต์มันมาตอบทุกกระแสของโลกพอดี ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม มันถึงได้อยู่มาเรื่อยๆ นะ แต่สำหรับพี่ มินิมัลก็ไม่ได้แปลว่ามันคืองานออกแบบที่ยั่งยืนในทุกมิติ หรือทุกบริบท ในทางตรงกันข้ามก็เช่นเดียวกัน 

โอ: ผมก็เคยเล่าเรื่องในสไตล์มินิมัลนะครับ แค่คุณอาจจะไม่ค่อยได้เห็นกันเท่าไหร่ เพราะอาชีพผมคือมนุษย์ต่อจิ๊กซอว์ สุดท้ายแล้วภาพสำเร็จก็ต้องเหมาะกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ถ้าถามว่ามันผิดจริตผมไหม ก็ไม่ถึงกับผิด อย่างตอนผมสัมภาษณ์น้องๆ เข้าทำงาน ผมก็ไม่ได้มองหาคนที่เถิดเทิงเหมือนผมเพราะผมไม่ได้มองว่าสไตล์คือดีเอ็นเอของนักออกแบบ ผมมองหาคนที่มีมุมมองและมีทักษะมากกว่า เช่นถ้าคุณมีมุมมองแบบนี้ คุณจะใช้ทักษะของคุณแก้โจทย์ข้อนี้อย่างไร 

“ผมชื่นชมคนที่มีความเชื่อเป็นของตัวเองสไตล์คุณจะเป็นอะไรก็ได้ มุมมองและทักษะต่างหากที่สำคัญ”

KP: ถ้าจริตคุณออกไปทางเถิดเทิงตอนไปเรียนต่อสวีเดนรู้สึกขัดไหมเพราะโลกแถบนู้นเขาคือต้นตำรับความเรียบง่าย

โอ: ผมว่าแก่นของสแกนดิเนเวียนดีไซน์คือการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงดีไซน์ได้อย่างเท่าเทียม (democratic design) เช่นสวีเดนเขามี IKEA For Everyone ใช่ไหม นอกจากนั้นผมก็เชื่อตามเขาว่าโลกเราไม่มี good art หรือ bad art อาร์ตก็คืออาร์ต คุณชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ คุณมีทางเลือกในการเสพ นี่คือสิ่งที่ผมซึมซับมาจากการเรียนที่สวีเดน แต่ในขณะเดียวกันผมกลับไม่ได้เอาสไตล์เขามาเลย ที่เขาบอกว่าต้องน้อย ผมก็จะบอกว่าไม่ต้องน้อย สิ่งที่คาบเกี่ยวกันคือการที่เราต่างเชื่อว่าของที่คนอื่นมองว่าไม่ดี จริงๆ มันดีได้นะ เช่นไม้บางชนิดราคาไม่แพง แต่สามารถนำมาออกแบบให้ใช้งานดีในทุกบ้าน นี่คือการรับรู้ที่ผมซึมซับมา ถ้าถามว่าจะให้ผมออกแบบเฟอร์นิเจอร์คลีนๆ ได้ไหม ผมก็ทำได้ แต่มันใช่ตัวผมหรือเปล่า แก่นของผมมันไม่ใช่ไง 

“ผมจะเล่าเรื่องน้อยๆ ก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่าเรื่องที่ผมอยากเล่ามันต้องเล่าด้วยน้ำเสียงนี้คนถึงจะฟัง”

KP: นอกจากงานที่เป็นส่วนตัวแล้วต่างคนก็ต่างทำงานให้องค์กรอื่นด้วยเยอะแยะเล่าถึงประสบการณ์ตรงนั้นบ้าง

ปุ๊ก: ส่วนตัวพี่ทำงานร่วมกับองค์กรเอกชนหลายแห่ง และมีบางแห่งที่เรารู้สึกว่าเขาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมจริง เขามีเทคโนโลยีพร้อมที่จะทำให้กระบวนการรีไซเคิลมันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ เช่นตอนที่พี่ทำ “ใบตองคอลเล็กชั่น” กับพีทีทีจีซี (PTT Global Chemical) และจิมทอมป์สัน (Jim Thompson) พี่เข้าไปทำตั้งแต่กระบวนการแปรรูปขยะพลาสติกให้เป็นเส้น ก่อนจะนำมาทอเป็นผ้า จนถึงส่วนงานดีไซน์ ที่ทำให้เรานึกย้อนไปถึงตอนเด็กๆ ว่าสมัยก่อนชีวิตประจำวันเราเคยใช้ใบตองห่อหลายสิ่งหลายอย่าง และต้นกล้วยนี่แหละเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถใช้ได้หมดทุกส่วน ตั้งแต่ ราก ต้น ใบ ปลี ผล ฯลฯ เราถึงคิดว่าใบตองนี่แหละที่เหมาะจะเป็นสัญลักษณ์ของ circular economy

เราอยากนำสองสิ่งที่ดูต่างกันสุดขั้วอย่างเช่นขยะกับเส้นไหมมาทอผสมเข้าด้วยกัน เพื่อจะให้คุณค่าของเส้นไหมมันพาขยะพลาสติกขึ้นไปด้วยกัน

โอ: หลายคนจะคุ้นกับภาพที่ผมทำงานกับอาแปะอาซิ่มในชุมชนใช่ไหมครับ แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงานของผมมันมาจากการที่ผมทำงานร่วมกับองค์กรใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลยนะ แค่ผมไม่ค่อยได้โพสต์ไม่ค่อยได้เล่าออกไป จริงๆ ในแง่ธุรกิจงานหลักของ 56h Studioก็คือ design service ที่เรามีหน้าที่แก้โจทย์ให้ลูกค้าผ่านงานออกแบบ (ยิ้ม)

KP: ทำไมดีไซเนอร์บางคนต้องมีสตูดิโอเป็นของตัวเองและบางคนไม่ต้องมี

โอ: Physical space สำคัญไหม ? สำหรับผมไม่สำคัญเท่า spiritual space นะ ที่ผมทำสตูดิโอแบบนี้ก็เพราะผมอยากสร้าง spiritual space ให้ดีไซเนอร์หรือคนอื่นๆ ที่มีมุมมองคล้ายกันกับผมเข้ามาเชื่อมโยงได้แต่ถ้าถามว่าทำไมต้องมีสตูดิโอ คำตอบคือเพราะผมไม่ได้ทำงานในลักษณะผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง ผมไม่ใช่ material-based ไม่ใช่ textiles ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้นเลย ในการทำงานหลายๆ ครั้งผมจะต้องเจอกับคนที่มีองค์ความรู้ต่างจากผมมาก ทีนี้พอเขาเดินเข้ามาที่นี่ เขาจะไม่ต้องถามมากมายแล้วว่าผมมองโลกอย่างไร เขาจะรู้ได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้ามาเลย และที่สำคัญเราทำงานกันในสเกลค่อนข้างใหญ่ บางทีต้องมีเซ็ตอัพ บางทีต้องจัดนิทรรศการเอง การมีสนามเด็กเล่นใหญ่ๆ แบบนี้มันทำให้เราได้เปิดประตูบานใหม่ไปเจอคนที่อยากร่วมงานกันเรา เรามีพื้นที่ที่จะชวนเขามาเล่นได้ เป็นทั้งพื้นที่แสดงตัวตน และเป็นแบรนดิ้งของเราด้วย

ปุ๊ก:  ส่วนของ Aussara Surface ตอนที่เรากับหุ้นส่วน (โชษณ ธาตวากร) เริ่มต้นธุรกิจกัน เราวางแผนกันแต่แรกเลยว่าเราจะยังไม่ลงทุนกับอะไรบ้าง เช่นเราจะไม่เป็นเจ้าของเครื่องจักรใหญ่ เราจะยังไม่เช่าออฟฟิศจนกว่าจะจำเป็น เราจะไม่มีโชว์รูม เราจะยังไม่ออกงานแฟร์ เราจะเป็นบริษัทที่ลีนมากๆ แล้วเราเอาเงินตั้งต้นไปลงทุนทำตัวอย่างวัสดุ (material swatches) พี่ก็ทำงานที่บ้านตัวเองจนได้ตัวอย่างผ้ามาคอลเลกชั่นหนึ่ง แล้วก็ส่งให้ลูกค้าที่เป็นดีไซเนอร์ดู และก็ขายได้เลย มีโปรเจกท์ใหญ่เข้ามาทันที  ยังคุยกับโอว่าเรามีวิธีการทำธุรกิจที่ต่างออกไป คือเราจะไม่มี fix cost จนกว่าจะถึงวันที่จำเป็นต้องมี 

KP: ทำไม 56th Studio ถึงเลือกมาอยู่ย่านตลาดน้อย

โอ: (หัวเราะร่วน) ย่านเจริญกรุงมันตอบความเชื่อของผมที่ว่าของไม่ดีๆ น่ะมันดีได้ ฉะนั้นการที่คุณต้องเดินผ่านซอยหว่องกาไวเข้า มากว่าจะถึงสตูดิโอนี้ มันคือการเตรียมความพร้อมในการเริ่มบทสนทนากับผมแล้ว เพราะคุณจะคาดหวังไม่ได้หรอกว่าสถานที่แบบนี้ หรือร้านอาหารตรงนี้ เขาจะเสิร์ฟอะไร คุณจะได้รับประสบการณ์แบบไหน ฯลฯ และทุกครั้งที่ผมเดินออกไปข้างนอก ได้เจอกับอาซิ่มอาแปะ มันคือสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมจริงๆ คนอื่นอาจจะดูแคลน หรือมองว่านี่คือวิถีแบบหมารองบ่อน แต่ผมโพสิชั่นตัวเองเป็นหมารองบ่อนที่ภูมิใจนะ เป็น Proud Underdog

“เป็นมวยรองน่ะสนุกกว่าเป็นมวยหลัก เพราะสังเวียนของเราจะไม่ค่อยมีกฏเกณฑ์”

KP: ให้ฝากข้อคิดสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ

โอ:  ผมยังเชื่อในการทำงานหนัก ชีวิตไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ฉะนั้นผมพยายามเก็บเกี่ยวทุกอย่าง ที่สำคัญอีกอย่างคือ entrepreneurial mind หรือจิตวิญญาณแบบผู้ประกอบการก็จำเป็นมากสำหรับนักออกแบบ เพราะสุดท้ายแล้วคุณยังอยู่ในโลกที่ต้องขายงาน ต้องขายไอเดียให้ลูกค้านะ ผมก็อยากเห็นเด็กรุ่นใหม่ทำงานให้หนัก เก็บเกี่ยววิธีคิดของคนหลายๆ แบบ พยายามมองให้ลึกว่าธุรกิจที่คุณเห็นว่าเก๋ว่าเท่นั้น จริงๆ แล้วเขาทำอะไร เขาหาเงินจากไหน ทำอย่างไรเขาถึงอยู่รอดได้

ปุ๊ก: ณ วันนี้เรานิยามตัวเองได้ว่าเป็น “Happy middle aged designer” (หัวเราะ) เพราะรู้สึกว่าเราอยู่ในจุดที่มีความสุขกับชีวิตได้ในทุกๆ วันแล้ว ตอนที่เริ่มต้นทำ Ausara Surface นี่ก็อายุ 40 แล้วนะคะ เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ใครกลัวที่จะแก่ ไม่มีอะไรที่สายเกินไป และในฐานะครูก็อยากให้เด็กรุ่นใหม่มองทางไว้ว่าเราอยากเป็นแบบนี้ อยากทำแบบนี้ แล้วก็ทำมันในเวลาที่ทำได้ มันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ดูยิ่งใหญ่มาก แต่ขอให้เป็นทางที่เรามีความสุขก็พอ

“อย่าดูคนแค่เปลือก อย่าดูแค่ว่าเขามีไลฟ์สไตล์เก๋ๆ แต่ให้มองลึกลงไปว่าเขาเชื่อในอะไร เขาถึงทำสิ่งที่ทำอยู่ได้ดี เพราะถ้าคุณเข้าใจว่ารากของมันมาจากไหน ชีวิตคุณจะไม่หลงทาง”

รอชมผลงานคอลแลบสนุกๆ ระหว่าง จารุพัชร อาชวสมิต x ศรัณย์ เย็นปัญญา ที่ 56th Studio เร็วๆ นี้

ภาพ: Courtesy of 56th Studio, Ausara Surface / พลากร รัชนิพนธ์

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest

More to explore

Virgil Abloh ผู้ทำลายกำแพงงานสร้างสรรค์ กับโปรเจ็คต์ NFT ในวาระสุดท้ายของชีวิต

ข่าวการจากไปของ Virgil Abloh ในวัย 41 ด้วยโรคมะเร็ง นับว่าเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวง Virgil Abloh เป็น ศิลปิน นักออกแบบ สถาปนิก คนทำดนตรี ผู้ประกอบการ ผู้ที่อัดฉีดพลังครีเอทีฟใหม่ๆ สร้าง ให้กับโลกยุคใหม่ที่กำลังตีบตันความคิดสร้างสรรค์ Abloh เป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Off-White แบรนด์สตรีทแฟชั่นที่มีสาวกคลั่งไคล้ทั่วโลก