ธรรมชาติมหัศจรรย์แห่งเกาะ ‘เซา มีเกล’ ดินแดนโปรตุเกสที่คนโปรตุเกสแทบไม่รู้จัก

เดินทางไปเยือนเกาะภูเขาไฟกลางทะเลแอตแลนติก สวรรค์บนดินอันดับต้นๆ ในลิสต์การท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Sao Miguel feature image5

ลิสบอน (Lisbon) เมืองหลวงของโปรตุเกสยังคงติดโผ one of the best destinations in Europe แต่สำหรับ Azores หมู่เกาะภูเขาไฟกลางทะเลแอตแลนติก เขตการปกครองตนเองของโปรตุเกสเกาะนี้ มันกำลังเป็นจุดหมายใหม่ที่เหล่าบล็อกเกอร์และเว็บท่องเที่ยวชั้นนำล้วนกล่าวถึงว่าเป็น best-kept secret เป็น hidden-treasure เป็น one of the top sustainable destination in the world ที่นักเดินทางควรรีบมาเยือนก่อนบรรดานักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศจะหลั่งไหลเข้าไป

ไม่แปลกเลยถ้าเราจะไม่เคยได้ยินชื่อแหล่งท่องเที่ยวอย่างหมู่เกาะอะซอร์ส (Azores) มาก่อน เพราะขนาดคู่สามีภรรยาชาวยุโรปสองคู่ที่เราพบเจอที่ Duoro Valley หลังบินกลับมายังแผ่นดินโปรตุเกส ก็ยังไม่เคยได้ยินชื่อหมู่เกาะนี้ ยูโรเปี้ยนอีกรายที่เราพบระหว่างเดินทางข้ามเมืองในลิสบอนก็ไม่เคยรู้จัก อะซอเรียนหนุ่มผู้ทำหน้าที่ขับรถพาเราทัวร์ถึงขั้นเอ่ยปากว่า “คุณลองไปถามพวกโปรตุกีสดูสิ เชื่อเลยว่ามีอีกเยอะที่ไม่รู้ว่าหมู่เกาะนี้อยู่ในประเทศของเขา” เราแย้งว่า “อย่างน้อยคุณก็ต้องเรียนเรื่องแผนที่ประเทศกันบ้างล่ะ” หนุ่มคนขับทำท่ายักไหล่ก่อนจะเอ่ยปากว่า “อะซอเรียนน่ะเป็นแค่พลเมืองชั้นสองในประเทศตัวเองเท่านั้นแหละครับ”

จะจริงอย่างที่เขาว่าหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ถ้าคุณเข้าไป google พิมพ์คำว่า map of portugal เพื่อค้นหารูป คุณจะไม่เจอ Azores โผล่มาให้เห็นเลย เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเติมข้อความในการเสิร์ชว่า… with islands ลงไปด้วย

ถึง’อะซอร์ส’ จะเป็นจุดหมายติดลมบนแห่งใหม่บนโลกแห่งการเดินทาง แต่หมู่เกาะแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า 2,000 ปี ประกอบด้วยเกาะภูเขาไฟทั้งหมด 9 เกาะ มีสถานที่ท่ีได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก คือ City of Angra และ Pico Island Vineyards และมีเกาะที่ยูเนสโกประกาศให้เป็นเขตสงวนชีวมณฑล (biosphere reserve) ถึง 3 เกาะคือ Grasiosa, Flores และ Corvo แต่เกาะที่ป็อปปูลาร์สุด ใหญ่สุด มีพลเมืองมากสุด (ประมาณ 140,000 คน) เขียวชอุ่มสุด (ที่มาของสมญานาม The Green Island) มีรูปภาพปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์มากสุดนั้นคือเกาะที่ชื่อว่า ‘เซา มีเกล’ (Sao Miguel) และเพราะมีเวลาไม่มากนัก สุดท้ายเราจึงตัดสินใจปักหมุดอยู่ที่เกาะเซา มีแกลนี้เพียงแห่งเดียว เพราะแค่ที่นี่เราก็ควรต้องมีเวลาอย่างน้อย 4 วัน เพื่อจะได้ดื่มด่ำกับจุดหมายแต่ละแห่งแบบไม่เร่งรีบ

ถนนหนทางยังเงียบสงบแม้ในฤดูร้อน

ทะเลสาบสองสี Sete Cidades
แอ่งภูเขาไฟ Sete Cidades ก่อกำเนิดเป็นสองทะเลสาบที่งดงามตื่นตา ภาพตรงหน้าเราคือพาโนรามาที่แทบจะหยุดโลกเอาไว้ชั่วขณะ ทะเลสาบ Verde ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเป็นสีเขียว ส่วน Azul ที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นสีฟ้า มีตำนานเล่าว่า น้ำในสองทะเลสาบนี้เป็นน้ำตาของคู่รักที่ไม่สมหวัง คือรักระหว่างเจ้าหญิงที่มีดวงเนตรสีเขียว กับหนุ่มเลี้ยงแกะที่มีดวงตาสีฟ้า ฟังดูเป็นเรื่องเล่าอันซาบซึ้งโรแมนติก แต่ความจริงแล้วทะเลสาบทั้งสองนี้เป็นผืนน้ำหนึ่งเดียวกัน แต่ด้วยแสงสะท้อนจากสิ่งรอบข้าง ทำให้น้ำในทะเลสาบปรากฏเป็นสีที่ต่างกัน Azul เป็นสีฟ้าเพราะสะท้อนแสงจากท้องฟ้า Verde เป็นสีเขียวเพราะสะท้อนแสงจากต้นไม้เขียวชอุ่มรอบด้าน การชื่นชมทัศนียภาพของสองทะเลสาบนี้อย่างดื่มด่ำ ให้เดินทางมาที่จุดชมวิวที่ดีที่สุดคือ Vista do Rei

ชมวิว Lagoa do Santiago
ไม่ไกลกันนัก คือ Lagoa do Santiago ทะเลสาปสีเขียวซึ่งอยู่ถัดจาก Lake Verde ของ Sete Cidades จุดนี้อยู่สูง 344 เมตรเหนือน้ำทะเล เป็นอีกหนึ่งปลายทางที่บ่งบอกอัตลักษณ์ทางธรรมชาติอันไม่เหมือนใครของเซา มีแกล ได้อย่างกระจ่างแจ้ง นั่นคือภูเขาไฟ ผืนป่า ทะเลสาปสีมรกต และแอ่งภูเขาไฟรูปกระจาด เราแนะนำให้ไปที่ Miradouro Lago do Canario ซึ่งมีทางเดินเท้าให้เข้าไปชมวิวของ Lagoa do Santiago ได้เต็มตา

เมืองหลวง Ponta Delgada
ปงตา แดลกาดา (Ponta Delgada) คือเมืองหลวงแห่งหมู่เกาะอะซอร์ส ซึ่งจากเดิมที่มีโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร และร้านค้าเพียงไม่กี่แห่ง ตอนนี้ ปงตา แดลกาดา เติบโตไปตามกระแสความหลงใหลในวิถีอะซอเรียน แต่ถึงจะเล่ามาอย่างนี้ ก็อย่าได้คาดว่าเมืองหลวงของที่นี่จะคึกคักเหมือนภูเก็ตบ้านเรา ปงตา แดลกาดายังคงสงบและมีเสน่ห์ในความเรียบง่าย ตึกรามอาคารสีขาวส่วนใหญ่ทำมาจากหินบะซอลท์ ถนนหนทางสะอาดน่าเดิน ใครมาที่นี่ต้องแวะชม Igreja Matriz de São Sebastião แลนด์มาร์คของเมืองซึ่งเป็นโบสถ์ยุคศตวรรษที่ 16 ผสมผสานทั้งสไตล์กอธิค โปรตุกีส และมีส่วนประดับประดาแบบบาโรคยุคศตวรรษที่ 18 ด้วย ไม่ไกลกันนักมีซุ้มประตูเมือง Portas da Cidade เป็นซุ้มโค้ง 3 ซุ้มที่ว่ากันว่าถ้าใครไปยืนอยู่ใต้ซุ้มแล้วอธิษฐาน ก็จะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

หากตั้งใจจะพักที่เมืองนี้ (ซึ่งใกล้สนามบินมาก) แนะนำให้เลือกที่พักที่เห็นวิวมหาสมุทร ยามรุ่งอรุณให้ออกไปเดินเล่นบนทางเท้าเลียบทะเลที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Avenida แล้วไปเตร็ดเตร่ใน farmer market ที่ชื่อว่า Mercado da Graça ซึ่งเป็นตลาดที่มีทั้งอาหารสด ผักผลไม้ มีร้านค้าของที่ระลึกและร้านอาหารดีหลายแห่ง ใครชอบสเต็กแนะนำที่ Alcides ร้านสเต็กเฮ้าส์เลื่องชื่อ สเต็กเนื้อนุ่มๆ กินกับไวน์แดงของอะซอร์ส อร่อยดีแท้ (ว่ากันว่าเป็นเพราะวัวอารมณ์ดี เนื่องจากเขาเลี้ยงแบบปล่อย) ส่วนคนชอบอาหารทะเลยิ่งมีหลายร้านให้เลือก ใครที่ชอบลองของแปล โปรดอย่าพลาดเมนู Cracas เมนูหอยที่มีเฉพาะที่อะซอร์สเท่านั้น ชาวบ้านจะเอาหอยนี้มาต้มกับน้ำทะเล และเสิร์ฟให้กินแบบเย็นๆ หน้าตาประหลาดพิลึก กรรมวิธีกินก็ใช่จะธรรมดา ต้องมีเครื่องมือคล้ายอุปกรณ์หมอฟันช่วยแงะดึงเนื้อหอยที่เล็กกระจุ๋งหนึ่งออกมา ซึ่งเราแอบเรียกขำๆ ว่า “กระจู๋หอย” — รสชาติหวานหนุบๆ นอกจากนี้ยังมีเมนู Grilled Azorean Limpets หอยลิมเป็ตจานร้อน ปรุงกับเนย กระเทียม พริกแดง บีบมะนาวลงไปอร่อยสุดๆ จานนี้หากินได้ตามร้านอาหารทะเลเกือบทุกแห่งบนเกาะ

Lagoa do Fogo ที่ที่สุขใจ
Lagoa do Fogo มีความหมายว่า Fire Lake เป็นชื่อที่สื่อถึงความร้อนแรงของภูเขาไฟแบบตรงๆ ที่นี่คือทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่สูงที่สุดในเซา มีเกล (อยู่ที่ 575 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) และด้วยภูมิทัศน์แวดล้อม เนินเขาสูงต่ำเล่นระดับสลับไปมา สีเขียวของผืนป่า สีฟ้าครามของน้ำ ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้เป็นหนึ่งในที่ที่สวยสะกดใจที่สุดบนเกาะ แต่การจะได้ชมวิวหยุดโลกนี้ก็ต้องดูดินฟ้าอากาศกันด้วย ควรไปวันที่ฟ้าโปร่ง มีแสงแดด ถึงจะได้เห็นความงามแบบไม่อึมครึม ที่นี่มีทางเดินลงไปยังหาดด้านล่างได้ ถ้าเดินคล่องๆ ว่องไวหน่อยก็ใช้เวลาราว 30 นาที แต่ขาขึ้นต้องบวกเวลาไปอีก 15 – 20 นาที เราแนะนำให้มาที่นี่ยามเช้า หรือไม่ก็ตอนบ่ายแก่ๆ ที่ผู้คนบางตา เพราะคุณจะตกอยู่ในความสงัด สงบ อยู่ท่ามกลางกลิ่นของดอกไม้ป่า และเสียงของสายลม เรียกว่าเป็นอีกขั้นของความสุขในการเยี่ยมชมทะเลสาบแสนอัศจรรย์แห่งนี้

หลงป่าโบราณ Caldeira Velha
ที่นี่เป็นอุทยานธรรมชาติ หรือจะเรียกว่า ‘ป่าธรรมชาติ’ น่าจะเหมาะกว่า Caldeira Velha ขึ้นชื่อเพราะมีน้ำพุร้อนธรรมชาติ อยู่ถึง 2 บ่อใหญ่ มีต้นไม้เขียวชอุ่มรายรอบ แถมบ่อที่อยู่ท้ายอุทยานยังมีน้ำตกให้ดูด้วย วันที่เราเดินทางไป อากาศประมาณ 20 องศา ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมาแช่น้ำกันอย่างสำราญใจ ส่วนเราแค่เดินชมป่าที่เหมือนป่าดงดิบในหนัง ได้เห็นดงต้นไม้ใหญ่ที่สูงแทงเสียดฟ้าก็ทึ่งพอแล้ว

เมืองภูเขาไฟ Furnas Valley
ภูเขาไฟในเมืองนี้หยุดปะทุมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1630 และได้สร้างความน่าสนใจทางธรรมชาติให้แก่ภูมิทัศน์ของเมือง ซึ่งมีทั้งทะเลสาบ หุบเขา นำ้พุร้อน และหมู่บ้าน สถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุดคือ Terra Nostra Botanical Park สวนพฤกษศาสตร์ขนาดกว้างใหญ่ที่มีพันธุ์ไม้จากทั่วโลกถึงกว่า 2,000 ชนิด ว่ากันว่าที่นี่เป็นแดนมหัศจรรย์มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 คือมีสระน้ำอุ่นให้คนลงไปแช่ตัว เป็นวารีบำบัดที่อุดมด้วยแร่ธาตุกำมะถันและน้ำโคลน (จากการที่ภูเขาไฟระเบิดในอดีต) ที่อุณหภูมิราว 35-40 องศา มีถ้ำ มีบ่อน้ำ มีทางเดินสลับซับซ้อนสวยงาม ใครมาที่นี่แล้วไม่อยากลงแช่สระที่ผู้คนล้นหลาม สามารถนัดหมายไปแช่น้ำที่ Poça da Dona Beija ที่หรูหราและเป็นส่วนตัวกว่าได้

และที่ขาดไม่ได้เมื่อมาถึง Furnas Valley คือต้องจัดมื้อกลางวันกันแบบเต็มๆ Furnas Stew หรือที่คนที่นั่นเรียกว่า Cozido คือเมนูเด็ด หม้อสตูว์ร้อนๆ นี้ผสมทั้งเนื้อลูกวัว หมู ไก่ รับประกันว่ารสชาติอร่อย กรรมวิธีทำเป็นแบบ slow cook ใช้เวลาตุ๋น 7 – 8 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นถ้าอยากกินควรจองล่วงหน้าหน่อย

นอกจากทะเลสาบ แอ่งภูเขาไฟ ผืนป่า และบ่อน้ำพุร้อน ที่เกาะเซา มีเกล ยังมีกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวหลายคนชื่นชอบนั่นคือการล่องเรือดูวาฬและโลมา เพราะมหาสมุทรแอตแลนติกแถบนี้มีวาฬและโลมาอาศัยอยู่มากถึง 25 สายพันธุ์ แต่กิจกรรมนี้ต้องเผื่อเวลาครึ่งถึงหนึ่งวัน และต้องดูสภาพอากาศประกอบด้วยไม่งั้นอาจจะไปเสียเที่ยว แต่ถ้าคุณแค่อยากโบกมืออำลาเซา มีเกล อย่างเรียบง่าย ให้ไปที่ Miradouro de Santa Iria จุดชมวิวทางทิศเหนือของเกาะในยามอาทิตย์อัสดง ไปดูฟ้าเปลี่ยนสีเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก ซึบซาบบรรยากาศสงบงาม แล้วคุณจะรู้สึกว่าชีวิตที่น่าปรารถนาอยู่ตรงนี้นี่เอง

ข้อมูลการเดินทาง:
มีเที่ยวบินตรงจากเมือง Lisbon และ Porto ไปยัง Sao Miguel ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเศษ การเดินทางบนเกาะ มีรถบัส รถแท็กซี่ และรถให้เช่าขับเอง การเดินทางไปยังเกาะอื่นๆ ถ้าไม่ห่างกันมากจะมีเรือเฟอรี่บริการ แต่ที่สะดวกสุดคือเดินทางโดยเครื่องบินด้วยสายการบินท้องถิ่น Azores Airlines

สภาพอากาศ:
โดยทั่วไปไม่หนาวหรือร้อนมาก อุณหภูมิฤดูหนาวอยู่ระหว่าง 11-18 องศา ส่วนฤดูร้อนเฉลี่ยอยู่ที่ 25-26 องศา เดือนสิงหาคม-กันยายน เป็นช่วงที่คนนิยมไปเที่ยวมากที่สุด เพราะทั่วทั้งเกาะจะเห็นสีสันของดอกไม้ที่เบ่งบานเต็มที่ โดยเฉพาะดอกไฮเดรนเยียที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน แต่ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และกันยายน-ตุลาคม ก็ยังเหมาะสมแก่การมาเยือน เพราะสภาพอากาศกำลังสบาย และราคาที่พักไม่สูงมาก

สถานที่พัก:
Azor Hotel เรียบง่ายและทันสมัย ห้องพักและบาร์เห็นวิวมหาสมุทร, Grand Hotel Açores Atlantico เป็นโรงแรมหรูประจำเมือง มีชื่อเสียงมายาวนาน ห้องพักเห็นวิวมหาสมุทรเต็มตา, Mosteiros Place เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์แนวโมเดิร์นพร้อมวิวบรรเจิด, Terra Nostra Garden อบอุ่น อยู่สบาย อยู่ติดกับสวนพฤกษศาสตร์ Terra Nostra Botanical Park, Furnas Boutique Hotel & Spa หรูหราแบบโมเดิร์น มีสปาและเวลเนสเซ็นเตอร์

ภาพ : ศิริวรรณ เต็มผาติ

More to explore

Animal Farm นิทรรศการเครื่องประดับที่เฉลยความจริงของทุนนิยมให้ชมแบบยิ้มๆ

ฟังศิลปินเจ้าของผลงาน Animal Farm เล่าถึงที่มาของนิทรรศการจิเวลรี่อาร์ตที่เกรียวกราวที่สุดงานหนึ่งของปี