Light matters : กนกพร นุชแสง จาก APLD เล่าถึงการสร้างแสงแห่งชีวิต ณ ศุลกสถาน

สนทนากับผู้ออกแบบงานแสงให้นิทรรศการ Hundred Years Between ผู้เชื่อว่า "น้อยแต่มาก" บางทีก็เป็นคำตอบที่ใช่ที่สุด
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Ann APLD 2

Kooper มีโอกาสสนทนากับ แอน – กนกพร นุชแสง ดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่งบริษัท APLD ผู้ออกแบบงานแสงทรงพลังให้กับนิทรรศการ Hundred Year Between ของท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เพราะนอกจากแนวคิดเรื่องภาพถ่ายและเรื่องเล่าที่เราพบแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้นิทรรศการประวัติศาสตร์นี้มีมนต์สะกดอย่างพิเศษก็คือ lighting design (การออกแบบแสง) ที่กลมกลืนไปกับชั้นสัมผัสของศุลกสถานได้อย่างน่าทึ่ง

อ่อนน้อมต่อสัจจะของเวลา 

กนกพรบอกเราว่าเมื่อเธอได้พูดคุยกับทีมภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ และค่อยๆ ได้เรียนรู้ถึงเส้นทางชีวิตของสถาปัตยกรรมทรงนีโอคลาสสิคหลังนี้ เธอพบว่า ‘ศุลกสถาน’ แท้จริงถือเป็นมรดกสถาปัตยกรรมที่มีมิติเวลาทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น “อาคารหลังนี้สร้างขึ้นราวปีพุทธศักราช 2429- 2431 เป็นผลงานการออกแบบของสถาปนิกชาวอิตาเลียน โยอาคิม กรัสซี ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นที่ทำการของศุลกากร (Custom House) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘โรงภาษีร้อยชักสาม’ ตามคำสั่งของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5” 

ศุลกสถานในยุคดั้งเดิมเปรียบได้กับประตูสู่เมืองบางกอก เป็นที่ซึ่งสถาปนิกตั้งใจสร้างความตื่นตาให้แก่พ่อค้าวาณิชที่เดินเรือมายังสยามประเทศ

ในกาลต่อมา เมื่อที่ทำการศุลกากรได้ขยับขยายย้ายออกไป ตึกฝรั่งหลังนี้ก็ได้ถูกเปลี่ยนหน้าที่ใหม่เป็นที่ทำการตำรวจน้ำอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2502 จึงถูกปรับบทบาทอีกครั้งเป็นที่ทำการสถานีตำรวจดับเพลิง หรือที่คนกรุงเทพคุ้นเคยกันในชื่อ “สถานีดับเพลิงบางรัก” (อีกราว 60 ปี) ก่อนจะถูกทิ้งร้างลงเช่นในปัจจุบัน  เรื่องราวผ่านกาลเวลาของตึกฝรั่งหลังนี้ทำให้กนกพรตกปากรับคำ “คุณใหม่” (ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน) ในทันทีที่ถูกชวนให้มาดูแลการออกแบบแสงในศุลกสถาน “พี่ตอบรับทันทีที่ได้ยินว่าสถานที่จัดแสดงงานคืออาคารหลังนี้ค่ะ” เธอบอกอย่างภูมิใจ

“แสงไม่ใช่มืดหรือสว่าง ไม่ใช่ขาวหรือเหลือง ไม่ใช่ถูกหรือผิด แสงเป็นจิตวิญญาณที่ทำให้เรารับรู้ มีประสาทสัมผัสค้นหาประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ รอบกายเรา ให้เราได้รู้สึกและโต้ตอบ สิ่งนั้นต่างหากที่เราเรียกว่าแสง”

ในงานนิทรรศการ Hundred Years Between กนกพรเล่าว่าเธอทำงานร่วมกับทีมงานอีก 3 คนคือ นรินทร์ วงศ์เพชรขาว ศาชล เถาว์ศิริ และสุชานันท์ นิ่มนวล โดยโจทย์สำคัญที่ทีมออกแบบแสงได้รับคือเรื่องของ ‘กาลเวลา’ และ ‘สถาปัตยกรรม’ ที่ต้องเด่นเสมอกับภาพถ่ายตลอดเรื่องราว “เราตีโจทย์งานแสงว่าคือการไม่ทำอะไรเกินไปกว่าสิ่งที่มันสมควรจะเป็น นั่นหมายถึงเราจะทำให้อาคารหลังนี้ปรากฏในวิถีที่เป็นธรรมชาติที่สุด ร่องรอยต่างๆ ในประวัติศาสตร์จะปรากฏขึ้นอย่างที่มันเคยปรากฏอยู่ โดยไม่เติม ไม่เสริม ไม่แต่งอะไรให้ผิดจากที่เคยเป็น ดังนั้นคุณจะเห็นว่าเราไม่ได้ใช้เทคโนโลยี ไม่จัดไฟเปลี่ยนสี ไม่มีการทำ mapping อาคารอะไรทั้งนั้น เพราะหากย้อนไปร้อยกว่าปีก่อน แสงไฟในอาคารนี้ก็คงมีแค่ดวงไฟเล็กๆ ที่ไม่ได้ส่องสว่างสม่ำเสมออย่างนี้แหละ”

“เพื่อให้ศุลกสถานมีบรรยากาศที่สงบงาม เป็นธรรมชาติอย่างที่มันเคยเป็น คำตอบคือเราต้องเปิดทางให้แสงธรรมชาติมีบทบาทสำคัญในนิทรรศการนี้”

เธอและทีมงานลงพื้นที่ตรวจวัดค่าความสว่างที่ศุลกสถานนี้ตั้งแต่ยามเช้าจนถึงพลบค่ำ เพื่อจะระบุให้ได้ว่าในแต่ละช่วงเวลาของวัน ควรต้องกำหนดปริมาณแสงอย่างไรเพื่อให้ได้ค่าแสงที่พอดีที่สุด รวมไปถึงต้องกำหนดจังหวะการเปิดปิดช่องหน้าต่างในอาคารอย่างละเอียด และเลือกตำแหน่งการจัดวางโคมไฟดวงเล็กๆ ในพื้นที่เท่าที่จำเป็นอย่างเหมาะสม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นงานที่ต้องผ่านกระบวนการคิดและการออกแบบอย่างปราณีตทั้งสิ้น

“ภายในตัวอาคารที่มีอายุเก่าแก่ถึง 136 ปีนี้มีมิติทางประวัติศาสตร์หลายชั้นมากซ้อนทับกันอยู่ ซึ่งทีมออกแบบนิทรรศการเขาอยากให้มิติทางประวัติศาสตร์ของอาคารหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการให้ได้”

ในอดีตโรงภาษีริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานี้มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีสินค้าขาเข้าจากพ่อค้าวาณิชที่เดินทางเข้าออกประเทศในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 (ครั้งที่สยามประเทศเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดมาเป็นการค้าเสรี) แต่ความงดงามของตัวสถาปัตยกรรมก็ทำให้ศุลกสถานถูกใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงและเต้นรำของพระบรมวงศานุวงศ์รวมถึงแขกเหรื่อต่างชาติอยู่บ่อยครั้ง ตลอดจนยังเป็นสถานที่จัดงานสมโพชเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรปด้วย

สัมพันธภาพระหว่าง แสง วัตถุ และสถาปัตยกรรม

แนวคิดที่กนกพรใช้เป็นพื้นฐานในการทำงานกับอาคารศุลกสถานนี้คือการ ‘เคารพ’ และ ‘ให้เกียรติ’ สถานที่รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นภายในสถานที่ทั้งหมด เธออ้างถึงคำพูดของท่านผู้หญิงสิริกิติยาที่บอกกับเธอเสมอว่า ศุลกสถานคืออาคารที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ มีพลังมาก ดังนั้นการออกแบบประสบการณ์ใดๆ ให้ผู้รับชมจึงต้องบาลานซ์น้ำหนักให้ดี ความเด่นของชิ้นงานและของตัวอาคารควรจะมีบทบาทเท่าเทียมกัน “คุณใหม่เธอบอกว่ายิ่งเราเราพยายามปิดบังเขาเท่าไร พลังของเขาก็จะยิ่งหายออกไป กลายเป็นว่าเราเข้ามาทำร้ายเขา และสุดท้ายก็จะกลายเป็นการทำร้ายงานเราเองด้วย” กนกพรย้อนเล่าถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองอันลึกซึ้งระหว่างทีมแสงกับท่านผู้หญิง

“ในพื้นที่ที่เราต้องการให้มีแสงสาดส่อง เราก็อนุญาตให้แดดส่องเข้ามาเป็นลำบ้าง หรือผ่านผ้าม่านบ้าง ในขณะที่บริเวณที่เราอยากเก็บแสง เราก็จะปิดช่องแสงไว้ เพื่อให้งานดูมีมิติและเพื่อให้ตัวสถาปัตยกรรมแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้มากที่สุด”

ทีมงาน APLD นำเทคนิกการใช้แสงสองแสงผสมกัน รวมถึงใช้แสงขาวเข้าช่วยในบางจุด เพื่อขับเน้นมิติความลุ่มลึกของภาพถ่าย ทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงความสงบนิ่ง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินชมอาคารและนิทรรศการด้วยความเงียบ ราวกับว่าพวกเขากำลังแสดงความเคารพกับจิตวิญาณอันยิ่งใหญ่ของศุลกสถานไปในตัว

บางงานแสงก็มีส่วนในการสร้างเรื่องราว แต่บางครั้งมันก็เป็นแค่พาหนะที่ส่งต่อเรื่องราวเท่านั้น

ในมุมมองของกนกพร แสงเป็นเสมือนพาหนะที่จับต้องไม่ได้และคนมักไม่สังเกตเห็นในตอนแรก “แต่ถ้าเราได้ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นั้นสักพักหนึ่งเราจะค่อยๆ ซึบซับอารมณ์และประสบการณ์ที่แสงสร้างขึ้น และจะเข้าใจคุณค่าความหมายของพื้นที่นั้นในท้ายที่สุด” กนกพรปิดบทสนทนากับเราเช่นนั้น

คงจะจริงอย่างที่เธอเขียนในปรัชญาของบริษัทว่า “แสงคือเครื่องมือที่ช่วยขับเน้นสุนทรียะของงานสถาปัตยกรรมให้ปรากฏ มันเป็นองค์ประกอบที่คนเราต้องใช้ในการ ‘เห็น’ สิ่งต่างๆ เพื่อรับประสบการณ์จากพื้นที่นั้นด้วยกายและใจ” นี่คือวิธีคิดการทำงานตลอด 16 ปีของที่ดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง APLD ที่อยากสื่อสารให้คนวงกว้างรับรู้

กนกพร นุชแสง บนชั้นสามของศุลกสถาน

เกี่ยวกับ APLD
APLD ย่อมาจาก Architectural Professional Lighting Design เป็นมืออาชีพด้านงานออกแบบแสงในพื้นที่สาธารณะและโครงการพักอาศัยที่มีผลงานมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสงในหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ โรงแรมรีสอร์ท สำนักงาน รีเทลสเปซ และในนิทรรศการเฉพาะกิจต่างๆ APLD ทำงานบนความเชื่อที่ว่าแสงมีอิทธิพลกับมนุษย์ทั้งในเชิงสรีรวิทยาและจิตวิทยา

ภาพ: สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์, พลากร รัชนิพนธ์, กนกพร นุชแสง, APLD

More to explore

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ เปิดตัวทีมบริหารใหม่ มุ่งขับเคลื่อนโรงแรมไปข้างหน้าด้วยแนวคิด Revival of The Original

จับคู่ผู้บริหารชั่วโมงบินสูง 30 ปี กับผู้จัดการหนุ่มที่รู้จริงเรื่องตลาดคนรุ่นใหม่ ผนึกกำลังสื่อเอกลักษณ์ความเป็น ‘มณเฑียร’ ถึงชาวไทยและชาวโลก

Kooper Logo

Subscribe To Our Newsletter

Get notified about new articles