เมื่อท่านผู้หญิง สิริกิติยา เจนเซน สร้างบทสนทนาใหม่กับรัชกาลที่ 5 ผ่านนิทรรศการ Hundred Years Between

สายใยระหว่าง ‘เทียด’ และ ‘ลื่อ’ ที่ไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นบนเส้นทางการผจญภัย การอ่าน การเขียน และภาพถ่ายกล้องฟิล์มสุดโรแมนติก
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Hundred_Years_Between-07

“ภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่ของนอร์เวย์นั้นน่าเกรงขามยิ่ง บรรยากาศเปี่ยมมนต์ขลังเช่นนี้ ดูราวกับว่าแม่พระธรณีอาจเผยให้เห็นความงดงามหรือความโหดร้ายของธรรมชาติก็ได้ทั้งสองอย่าง แต่ครั้นธรรมชาติแสดงแสนยานุภาพให้เป็นที่ประจักษ์ เราจึงได้ตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ แก่นสารนี้เองที่เชื่อมโยงระหว่างข้าพระพุทธเจ้าและใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”

สิริกิติยา เจนเซน
๒๕๖๓

แรกเริ่มเดิมทีเราคิดว่านิทรรศการนี้คงไม่ต่างอะไรกับจากนิทรรศการภาพถ่ายที่เคยได้ชม หากแต่เมื่อได้สัมผัสและพูดคุยกับทีมงานเบื้องหลังถึงแนวความคิดและที่มาที่ไป ก็ต้องยอมรับว่า…คิดผิด  เพราะนี่คือ เรื่องราวโรแมนติกของคนสองคนจากครอบครัวเดียวกัน ที่ว่าด้วยเรื่องการเดินทางโพ้นทะเล ในห้วงเวลาที่ห่างกันกว่าศตวรรษ ท่ามกลางธรรมชาติงดงามที่โอบกอดความโหดร้ายไว้แนบแน่น อันเป็นที่มาของนิทรรศการ Hundred Years Between นิทรรศการภาพถ่ายกล้องฟิล์มของท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน หรือ “คุณใหม่” ในประเทศนอร์เวย์ ที่ได้กลายเป็นหนึ่งไฮไลท์ของเทศกาลออกแบบกรุงเทพ 2563 ไปแล้วอย่างสมศักดิ์ศรี

Kooper สนทนากับคุณใหม่ในเช้าวันที่ 4 กุมภา ณ โมงยามที่แดดกำลังอุ่น ท่านผู้หญิงพาเราเดินชมโรงภาษีร้อยชักสาม และนิทรรศการภาพถ่ายส่วนตัวที่เธอใส่ใจในทุกรายละเอียด

ลุ่มลึกอย่างนักประวัติศาสตร์

ย้อนไปราวเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 เมื่อครั้งที่คุณใหม่ได้รับเชิญจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงออสโล ให้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในวาระครบรอบ 115 ปีความสัมพันธ์ไทย – นอร์เวย์ เธอตัดสินใจออกเดินทางตามรอยเสด็จประพาสนอร์เวย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อพุทธศักราช 2450) และได้เขียนจดหมาย 4 ฉบับถึงท่านเทียดของเธอในแบบส่วนตัวที่สุด

“เมื่อได้รับเชิญให้มาทำโครงการนี้ เราเริ่มศึกษาเรื่องราวของรัชกาลที่ 5 แบบจริงจังผ่านการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทย และจากการอ่านพระราชนิพนธ์ ‘ไกลบ้าน’ ที่ ร.5 ทรงเขียนจดหมายถึงท่านหญิงนิภาฯ พระธิดาองค์สนิท แต่ด้วยความที่ท่านทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงท่านในบริบททางการเมือง การพัฒนาแผ่นดิน และการนำนวัตกรรมต่างๆ มาสู่ประเทศไทยใช่ไหม แต่ในมุมมองของเรา เมื่อเราได้อ่านพระราชนิพนธ์นี้เรากลับรู้สึกว่าแม้ ร.5 จะเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เป็นกษัตริย์ของชาติ แต่ท่านก็มีความเป็นมนุษย์ในตัวไม่ต่างจากพวกเรา ซึ่งนั่นเป็นมิติที่ไม่ค่อยมีใครได้สัมผัสถึง

…ท่านมีความรู้สึกอ่อนไหว คิดถึงคนที่รัก อย่างที่ทรงเขียนในจดหมายว่า “พ่อคิดถึงบ้าน”​ หรืออย่างในวันที่ 12 กรกฎาคมที่ท่านจะเสด็จขึ้นนอร์ตเคป (North Cape) ท่านก็ทรงมีความรู้สึกกลัว กลัวว่าจะทำสำเร็จไหม จะเดินขึ้นเขาไหวหรือไม่ เราเลยลองคิดในมุมกลับว่าหากเราดึงเอาความเป็นมนุษย์ในตัวท่าน ที่นอกจากจะต้องต่อสู้กับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแล้ว ยังต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเองออกมา มันน่าจะทำให้นิทรรศการนี้มีชีวิต มีความรู้สึกในแบบที่คนทั่วไปสัมผัสได้ ทุกคนสามารถจะเข้าใจและแชร์ความรู้สึกนั้นด้วยกัน”  

“ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่เชื่อมโยงเรากับรัชกาลที่ 5 ได้ในการเดินทางนี้ แม้ว่าเวลาจะห่างกันถึงร้อยกว่าปีก็ตาม”

รูปทรงถ่ายในประเทศนอร์เวย์ รัตนโกสินทรศก 126
จดหมายของในหลวงรัชกาลที่ 5 ถึงเจ้าฟ้านิภานภดล – ส่วนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ ‘ไกลบ้าน’

หลักแหลมอย่างนักเล่าเรื่อง

“ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติใช้จดหมายและภาพถ่ายเหล่านี้เพื่อตามหาสายสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ที่ได้รับจากการเดินทางของข้าพระพุทธเจ้า และการเสด็จประพาสของใต้ฝ่าละองงธุลีพระบาท ในราชอาณาจักรที่แสนห่างไกลดินแดนมาตุภูมิ …โดยมิได้มุ่งหมายจะทำการนี้ในฐานะนักประวัติศาสตร์หรือช่างภาพ แต่ในฐานะผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์จักรี หน่อเนื้อเชื้อไขในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”

สิริกิติยา เจนเซน
๒๕๖๓

สองบริบทจากการเดินทางที่เรารู้สึกว่ามีพลังมาก คือเรื่องของ ‘ธรรมชาติ’ และ ‘ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ’

ภาพถ่ายแลนด์สเคปจากกล้องฟิล์มทั้ง 19 ภาพของคุณใหม่ที่จัดแสดงในนิทรรศการ คือภาพถ่ายที่สะท้อนถึงความงดงามยิ่งใหญ่ในธรรมชาติ โดยมีการสร้างเนื้อหาบทสนทนาที่เชื่อมโยงประสบการณ์ให้ผู้ชมสัมผัสได้ผ่านอารมณ์ร่วม

“ความที่เราสนใจความเป็นมนุษย์ (Humanity) และศึกษาเรื่องมนุษยวิทยา (Anthropology) เราจึงอยากทำให้นิทรรศการนี้สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงในการเดินทางของรัชกาลที่ 5 กับของเราผ่านหลายๆ มิติ ทั้งมิติของเวลา สถานที่ ผู้คน เป็นการเชื่อมโยงประสบการณ์ที่ ร.5 ทรงพบขณะเสด็จประพาส คู่ขนานไปกับประสบการณ์ที่เราพบผ่านมุมมองของเราเอง”

ซึ่งในส่วนนี้ ใจทิพย์ ใจดี นักออกแบบนิทรรศการคู่ใจของคุณใหม่ได้เล่าถึงอีกประเด็นที่น่าสนใจให้ฟังว่า สิ่งที่สำคัญมากในการออกแบบนิทรรศการนี้คือเราจะทำอย่างไรให้ภาพถ่ายพูดคุยกับจดหมายได้

“ที่นอร์เวย์นี้ ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกราวกับตัวหดเหลือนิดเดียว เมื่ออยู่ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่าช่างมีพลังอำนาจล้นเหลือ จนต้องยอมน้อมรับโดยดุษฎี” 

ใจความข้างต้นปรากฏในจดหมายของคุณใหม่ที่เขียนถึงรัชกาลที่ 5 เป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงบุคคลทั้งสองเข้าหากันผ่านมิติเวลา เรื่องราวเหล่านี้ซ่อนอยู่ในบทสนทนาที่ทั้งรัชกาลที่ 5 และคุณใหม่ได้พูดคุยกับคนท้องถิ่นระหว่างการเดินทาง “เนื้อหาในจดหมายที่คุณใหม่เขียนถึงรัชกาลที่ 5 คือบทสนทนาระหว่างคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน แต่กลับเข้าใจความรู้สึกของกันและกันอย่างสุดซึ้ง”

ในเวลาที่ห่างกันร้อยกว่าปี คนทั้งสองถามคำถามเดียวกันว่าชาวนอร์เวย์ใช้ชีวิตในธรรมชาติที่สวยงามทว่าโหดร้ายเพียงนี้ได้อย่างไรกัน”​

นี่คือเหตุผลที่คุณใหม่และเธอตกลงกันว่าจะจัดแสดงภาพถ่ายทั้งหมดในขนาดที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะสามารถพิมพ์ได้ “เพื่อให้เรารู้สึกว่านิทรรศการนี้ได้โอบล้อมเราด้วยธรรมชาติที่ลึกลับ ครึ้มเขียว ราวกับว่าเรากำลังร่วมเดินทางไปกับคุณใหม่ที่นอร์เวย์ด้วยใจทิพย์เล่าถึงการออกแบบบรรยากาศนิทรรศการอย่างละเอียด

ในพุทธศักราช 2450 หญิงชาวท้องถิ่นที่เกาะต๊อร์คแฮตเตน ทูลรัชกาลที่ 5 ว่า “บรรดาเกาะเหล่านี้ไม่มีที่ไหนสู้ เพราะมีหญ้าบริบูรณ์กว่าที่อื่น เลี้ยงวัวได้ถึง 6 ตัว สารพัดนมเนยอะไรใน 6 ตัวนั้น พอเลี้ยงกัน”

113 ปีต่อมา ‘ฮันส์’ เพื่อนใหม่ชาวนอร์เวย์ บอกกับคุณใหม่ว่า “ผมเติบโตที่นี่มาตลอดชีวิต ทุกอย่างมีดุลยภาพของมัน ความงามอันน่าทึ่งกับความโหดร้ายทารุณของธรรมชาติอยู่คู่กันเสมอ แต่สิ่งนี้เองที่กำหนดวิถีทางที่ทุกอย่างเป็นไป”

ร่วมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางในรูปแบบใหม่ไปกับท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ในนิทรรศการ Hundred Year Between นิทรรศการที่จะทำให้คุณเข้าใจได้ดีขึ้นว่าความสุขกับความทุกข์นั้นอยู่คู่กันเสมอ จัดแสดงถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศุลกสถาน (โรงภาษีชักร้อยสาม) อาคารทรงยุโรปอายุ 136 ปีที่เต็มไปด้วยมิติทางประวัติศาสตร์และความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม โดยงานนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่สาธารณชนจะได้เข้าชมอาคารประวัติศาสตร์เก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนจะปิดบูรณะครั้งใหญ่เป็นเวลาอย่างน้อย 6 ปี  

ด้านนอกของตึกโรงภาษีร้อยชักสามริมน้ำเจ้าพระยา (ปี พ.ศ. 2563) ที่ในอดีตเมื่อในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากประพาสยุโรปได้มาขึ้นฝั่งที่ตึกนี้

ภาพ: พลากร รัชนิพนธ์, สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์, จรินทิพย์ ชูหมื่นไวย

More to explore

สัญญาว่าจ้าง ๒๕ ปี กับ สถาปนิกชาวอิตาลี มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno)

หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากทวีปยุโรป ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ (ค.ศ. ๑๘๙๗) มีพระประสงค์ให้สร้างที่ประทับใหม่ เนื่องจากสภาพพระบรมมหาราชวังที่มีอายุกว่าร้อยปีเริ่มคับแคบ ผู้คนข้าราชสำนักและข้าราชบริพาร พำนักอาศัยร่วมกันอย่างแออัด มีการปลูกสร้างพระตำหนัก เรือน อาคารใหม่ เพิ่มขึ้นมากมาย สิ่งก่อสร้างที่อยู่รายรอบพระที่นั่งที่ประทับ จึงบังทิศทางลม ทำให้อากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อน จนมีผลต่อพระพลานามัยในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ประกอบกับในคราวเสด็จประพาสต่างประเทศได้เสด็จทอดพระเนตรพระราชวังและพระราชอุทยานของกษัตริย์ของประเทศต่างๆ เห็นฝีมือสถาปัตยกรรมในอิตาลีที่งดงาม รวมทั้งอาจเป็นทรงเห็นว่าอิตาลีนั้นไม่สนใจที่จะล่าอาณานิคมด้วยก็เป็นได้ เพราะในขณะนั้นไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากอังกฤษ

กรัณย์ วระพงษ์สิทธิกุล: ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ User Experience คนไทยคนแรกที่ Google แต่งตั้งให้เป็น UX Expert

สนทนากับ กรัณย์ วระพงษ์สิทธิกุล Google UX Expert ถึงความสำคัญของ UX กับธุรกิจในโลกปัจจุบัน