fbpx

7 สิ่งที่ครีเอเตอร์ต้องรู้และทำเมื่อรับงาน

เทคนิคและขั้นตอนการคุยงานไม่ให้โดนเอาเปรียบ

เบื้องหลังความสำเร็จและเม็ดเงินมหาศาลของวงการครีเอทีฟ คือ แรงงานครีเอเตอร์นับแสนที่คอยสร้างสรรค์ผลงานขับเคลื่อนวงการให้เติบโต แต่แม้ว่าวงการครีเอทีฟจะเติบโตขึ้นแค่ไหนก็ยังมีครีเอเตอร์จำนวนไม่น้อยที่โดนกดค่าแรง ต้องทำงานเกินเนื้องานที่ตกลงกันไว้ บางครั้งเจอลูกค้าแก้งานไม่หยุด หรือแม้กระทั่งจบงานแล้วเงียบหายไม่มีวี่แววของค่าจ้าง 

หากเจอแบบนี้คงจะทำให้ปวดหัวและบั่นทอนกำลังใจไม่น้อย ทั้งครีเอเตอร์หลายคนยังเป็นมือใหม่อาจจะเพิ่งเริ่มรับงาน ทำให้ไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร บางครั้งก้ไม่กล้าเรียกร้องกลัวจะโดนหาว่าเรื่องเยอะและเสียรายได้ เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านั้น Kooper รวมสิ่งที่ครีเอเตอร์ควรรู้และทำก่อนรับงาน เพื่อป้องกันปัญหาการจ้างงานที่ไม่เหมาะสม รับรองว่าหากทำตามขั้นตอนเหล่านี้จะลดความน่าปวดหัว และช่วยให้รับค่าแรงแบบไม่เสียเปรียบแน่นอน

1. รับบรีฟจากลูกค้า 

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการคุยรายละเอียดงานให้ครบถ้วน เพื่อทราบถึงความต้องการและชิ้นงานที่ต้องส่งให้ลูกค้า เช่น ประเภท ขนาด จำนวน การนำไปทำซ้ำหรือดัดแปลง ช่องทางการเผยแพร่ และรายละเอียดอื่นๆ สิ่งที่ควรทำหลังจากคุยรายละเอียดอย่างครบถ้วน คือ การสรุปรายละเอียดงานเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องจำให้ขึ้นใจว่าทุกๆ รายละเอียดของการตกลงควรมีข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรปรากฎไว้ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นหลักฐานป้องกันความผิดพลาดในอนาคต

2 . ประเมินราคา

เมื่อได้รับรายละเอียดเนื้องานครบถ้วนสิ่งที่ครีเอเตอร์ควรทำคือการคำนวณราคาของผลงาน ซึ่งตัวแปรหลักที่ต้องนำมาคำนวณได้แก่ ต้นทุนต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ค่าอุปกรณ์ เวลาที่ใช้ และกำไรที่ควรจะได้ ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีประเภทและสไตล์งานที่ต่างกัน เราจึงรวบรวมวิธีคำนวณราคาจากเหล่าครีเอเตอร์มาเพื่อเป็นไอเดียช่วยคำนวณราคาผลงาน

“ราคางานวาด คิดอย่างไร?” by Asuka111 Art

รับวาดรูป “ควรตั้งราคาเท่าไหร่ดี???” by Freya art

คิดค่าจ้างวาดสติกเกอร์ไลน์ แบบไม่ขาดทุน by PannPam

3 . ทำใบเสนอราคา (Quotation)

หลังจากที่เราประเมินราคาผลงานเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการออกใบเสนอราคา (Quotation) ให้กับลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ลูกค้าพิจารณาราคาสินค้าหรือบริการ รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ของเราก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ ซึ่งใบเสนอราคาต้องมีข้อมูลสำคัญดังต่อไปนี้

1. ข้อมูลส่วนตัว ชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และรายละเอียดที่ลูกค้าสามารถติดต่อได้
2. ข้อมูลลูกค้า ชื่อลูกค้า/บริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ที่อยู่ ข้อมูลติดต่อ
3. ชื่อโปรเจกต์ วันที่ หรือหากมีการทำใบสั่งซื้อจากทางฝั่งลูกค้า เราสามารถใส่เลขที่อ้างอิงไว้ในใบเสนอราคา เพื่อนำมาใช้อ้างอิงภายหลัง
4. รายการสินค้าหรือบริการต้องชัดเจน โดยเฉพาะจำนวนสินค้า ราคาต่อหน่วย ส่วนลด (ถ้ามี) ผลรวมสรุปราคาต้องมีการชำระเงินจำนวนเท่าไหร่
5. หากทำการมัดจำควรใส่ในหมายเหตุว่าต้องมีการชำระมัดจำเท่าใด

ตัวอย่างใบเสนอราคา credit: flowaccount.com 

หากใครที่ไม่สะดวกสร้างฟอร์มด้วยตัวเอง สามารถทำใบเสนอราคาที่ดูเป็นมืออาชีพได้ฟรีๆ ที่เว็บไซต์ flowaccount.com โปรแกรมบัญชี ออนไลน์ ช่วยให้เราทำเอกสารต่างๆ ได้สะดวกสุดๆ

สิ่งที่ควรระวังในการออกใบเสนอราคา

1. ควรแจ้งรายละเอียดการให้บริการและราคาให้ชัดเจน
2. ระบุเงื่อนไขการให้บริการให้เรียบร้อย เช่น แก้ไขงานได้ 3 ครั้ง ครั้งถัดไปจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามที่กำหนด
3. กำหนดระยะเวลาในการทำงาน  
4. ระบุชื่อ และช่องทางการติดต่อ ในกรณีที่ลูกค้ามีคำถามเพิ่มเติม หรือตัดสินใจจะจ้างงานในครั้งถัดไป  

การออกใบเสนอราคาให้ลูกค้าทุกครั้งที่เริ่มรับงาน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะบ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพ และความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้หากลูกค้าตกลงจ้างงานแล้ว อย่าลืมให้ลูกค้าเซ็นรับใบเสนอราคาก่อนเริ่มงานด้วยนะ

แหล่งข้อมูล :  เอกสารที่ฟรีแลนซ์ต้องใช้เมื่อเริ่มรับงาน flowaccount.com 

4 . สอบถามรายละเอียดการชำระเงิน

เมื่อลูกค้าเซ็นใบเสนอราคาเรียบร้อย ควรสอบถามถึงรายละเอียดการชำระเงินว่าเราจะได้รับเงินค่าจ้างรูปแบบใด หากลูกค้าชำระแบบรอบวางบิลบริษัท บริษัทของลูกค้าวางบิลวันที่เท่าไหร่ของเดือน รับเช็ค หรือจ่ายเงินวันที่เท่าไหร่ของเดือน รวมถึงเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในการวางบิล เนื่องจากแต่ละบริษัทนั้นจะมีรอบวางบิลหากเราทำเอกสารยื่นในรอบนี้ไม่ทัน ก็อาจจะทำการจ่ายเงินล่าช้าออกไปอีกรอบวางบิล

5. บันทึกข้อมูลการแก้ไข-คอมเมนต์

ในขั้นตอนการทำงาน เมื่อมีคอมเมนต์แก้ไขงานจากลูกค้า ควรมีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือการสรุปที่ชัดเจนเพื่อทบทวนความเข้าใจ และป้องกันการสื่อสารที่ผิดพลาด หากมีการแก้ไขที่ส่งผลต่อโครงสร้างของชิ้นงานเมื่อส่งให้ลูกค้าแล้วควรมีการบันทึก และสรุปผลการแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานการทำงาน อาจจะเลือกวิธีการส่งอีเมล หรือสร้างฟอร์มกลางระหว่างเรากับลูกค้าเพื่อบันทึกรายละเอียดกระบวนการทำงาน เช่น วันที่ คอมเมนต์ รายละเอียดการแก้ไข หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ตลอดกระบวนการทำงาน

6 . ออกใบแจ้งหนี้

เมื่อทำงานเสร็จสมบูรณ์แล้วเอกสารสำคัญถัดมาคือ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เอกสารที่ใช้เรียกเก็บเงินจากลูกค้าหลังจากทำงานเสร็จ หรือบางครั้งเราอาจจะเก็บค่ามัดจำมาก่อน หรือเก็บเงินเป็นงวดๆ ตามความสำเร็จของชิ้นงาน สิ่งสำคัญคือการออกเอกสารให้ข้อมูลครบถ้วน และถูกต้อง เพื่อป้องกันเอกสารถูกส่งกลับ และรอการแก้ไขใหม่จนเลยกำหนดเวลารับเงิน ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องระวังดังต่อไปนี้

1. รายละเอียดงานต้องสอดคล้องกับใบเสนอราคาที่ตกลงไว้กับลูกค้า
2. ระบุระยะเวลาเครดิต หรือระยะเวลาการจ่ายเงินให้รัดกุม เช่น ชำระภายใน 15 วันหลังจากนี้ 
3. ใส่รายละเอียดเลขที่บัญชีเพื่อรับชำระเงิน ไว้ในหมายเหตุให้ชัดเจน
4. ทุกครั้งที่วางบิลหรือแจ้งหนี้ลูกค้า ต้องจัดทำต้นฉบับ และสำเนาเสมอ
5. ควรแนบใบเสนอราคาไปทุกครั้งเพื่ออ้างอิงการวางบิล และสะดวกต่อการชำระ
6. ให้ลูกค้าเซ็นรับใบแจ้งหนี้เสมอ และเก็บสำเนาไว้ที่ตัวเรา

ใบแจ้งหนี้ที่มีลายเซ็นของลูกค้า เป็นเอกสารชั้นดีที่แสดงว่าลูกค้ายอมรับที่จะชำระค่าบริการกับเรา หรือเป็นหนี้เราแล้ว

ตัวอย่างใบแจ้งหนี้ credit: flowaccount.com 

แหล่งข้อมูล :  เอกสารที่ฟรีแลนซ์ต้องใช้เมื่อเริ่มรับงาน flowaccount.com 
อ่านวิธีเก็บเงินลูกค้าได้ที่บทความ 5 เทคนิค เก็บเงินลูกค้า ให้รับเงินได้เร็วขึ้น ตรงวันและเวลาที่กำหนด

7. ขอใบหัก ณ ที่จ่าย

หากลูกค้าที่จ้างงานเป็นบริษัท เมื่อมีการชำระเงินค่าจ้างเรียบร้อยเอกสารสำคัญที่จะต้องขอจากลูกค้าคือ หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือใบ 50 ทวิ โดยปกติแล้วค่าจ้างหรือค่าบริการที่มากกว่า 1,000 บาท จะต้องถูกหักภาษีโดยกรมสรรพากร ซึ่งเมื่อผู้จ้างชำระเงินเรียบร้อยจะส่งเอกสารนี้มาตามที่อยู่ตามบัตรประชาชน (หรือที่อยู่ที่ระบุไว้) สำหรับฟรีแลนซ์ครีเอเตอร์ถือเป็นเอกสารที่สำคัญมาก เพราะเป็นหลักฐานยืนยันการรับรายได้ และต้องใช้เอกสารนี้ในการคำนวณการยื่นภาษีในแต่ละปี ซึ่งถ้าไม่ยื่นก็มีสิทธิ์โดนย้อนหลังได้ ดังนั้นเมื่อได้รับเงินค่าจ้างแล้ว อย่าลืมทวงใบหัก ณ ที่จ่ายด้วยนะ

ข้อมูลทั้งหมดเป็นสิ่งที่ครีเอเตอร์ควรทำเพื่อรักษาผลประโยชน์และป้องกันความผิดพลาด ซึ่งรายละเอียดการคุยงานและการทำงานนั้นต้องขึ้นอยู่กับสเกล และประเภทของงานนั้นๆ ด้วย หากครีเอเตอร์เข้าใจหลักการและนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมก็จะทำให้การทำงานเป็นระบบ หมดความกังวลเรื่องค่าแรง อีกทั้งยังทำให้ดูน่าเชื่อถือเพิ่มโอกาสต่อยอดทางสายอาชีพได้อีกด้วย ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูนะ

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest

More to explore

แผลเก่า:Old Wound แผลเดิมในเรื่องเล่า ที่ยังเป็นแผลสดของพล็อตสังคมไทย

นิทรรศการ แผลเก่า / Old Wound นิทรรศการเดี่ยวโดย ประทีป สุธาทองไทย ศิลปินนักตั้งคำถาม ผู้ซ่อนบทสนทนาทางสังคมไว้ในงานเสมอ

“Yesterday I Was, Tomorrow I Will Be” นิทรรศการแห่งความฝันและความสำเร็จของ “Pomme Chan”

ก้าวสู่โลกที่เปี่ยมไปด้วยแพชชั่น ผ่านผลงานศิลปะตั้งแต่ชิ้นแรกที่น้อยคนจะได้เห็น สู่วันที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพร่วมระยะเวลา 20 ปี